Jim Thompson Art Center Missing Links

Missing Links


Modernization and Urban Conditions (22 May - 31 July, 2015)
Jompet Kuswidananto (Indonesia), Maria Taniguchi (Philippines),
Uudam Tran Nguyen (Vietnam/USA), The Maw Naing (Myanmar), Souliya Phoumivong (Laos)


Diaspora and Identity (1 August - 31 October, 2015)

Chris Chong Chan Fui, (Malaysia/Canada), Nipan Oranniwesna (Thailand),

Brian thong Tan (Singapore), Khmer Arts / Studio Revolts (Cambodia/USA) 



Gridthiya Gaweewong



Jim Thompson Art Center



22 May - 31 October 2015


Southeast Asian countries have continually strived to advance their evolution and progress to keep up with the global community. This turbulent area’s development suffered from colonization, world wars, wars of independence and cold wars. Since 1967 the region has been constructed into a collective entity as a result of a second wave of regionalism, steered and convened by the United States.  The al of this initiative was for the region to work collaboratively in politics to fight against the communist threats from Russia and China coming through Vietnam.


When the national boarders continued to dominate the conceptualization of Southeast Asia not only in the academic world, but other disciplines such as political agencies, private sectors and the art world as well. To understand Southeast Asia with an alternative perspective we would like investigate this area from a transnational approach. We should not forget that this area had been the ‘contact zone’ for Chinese Diaspora, locals and the West since the 17th century and even earlier. In pre-modern and pre-nation state times, the communal sense of sharing among this region was highly regarded, both geopolitically and mentally. Kingdoms, both mainland and the archipelaes, had no boarders, but had continuing territorial wars. When the Silk Road and spice trade routes were established, connecting this part of the world to the West, trade and economics resulted in mobility within the continent, its sub-regions and beyond. Fluxes of European and Middle Eastern traders started to contact and play crucial roles in the courts of Siam, Java, Burma, Vietnam and so forth. Over a period of centuries Arab, Portuguese, Dutch, English, French, and British traders and nations played an important role in the region, in order to expand their territory and gain natural resources from this area, resulting in the region’s colonial history.  



In Siam, the birth of a multicultural and cosmopolitan society was already established from very early periods and because of the mobilization of the people in the region and beyond, the lden land, or Suwannaphum, area in the mainland of Southeast Asia constantly became the home for the Chinese, groups of immigrants and other tribes from the northern areas. Plural societies emerged, and to acknowledge the difference, while attempting to establish some keyword to connect the region, I would like to explore the historical narratives that illuminated this development. The al will be to encourage audiences to rethink the background of this area and how it relates to today’s reality.  This will be done by exploring the rupture that occurred, and the consequences of colonial and post-war history. How the locals dealt with these situations after their independence and the wars,  will also be considered. The fluxes of migration in the cold war are different from other periods. To further study the region, its people and the networks, by using works of art as an inspiration, we should be able to understand the situation better. Through works of art by regional artists, aesthetic experiences, sometimes ing beyond national borders, can be shared. 


The Exhibition

The exhibition, “Missing Links” will serve as a platform to uncover, investigate and revisit the issues of the people's sensorium during the process of modernization, industrialization, urbanization and migration in this area.  Missing Links is an art exhibition featuring video, moving images and time based works by artists from the Southeast Asian region and beyond, whose artistic practice addresses and explores the modernization period through their own contexts either by colonial forces or self determination, and its consequences to the present.  It does not pretend to show the whole picture of the regional situation, but attempts to address some key issues which are still resonant and relevant such as the relationship between the urban and rural condition, migration, diaspora and trans-regional economy. The show is split into two parts, two exhibition featuring 4 or 5 artists in each part for 3 months. This sequential exhibition will hopefully bring audiences back to see the exhibition twice, to ponder, to contemplate and to enjoy the visual experiences offered.


ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พยายามต่อสู้เพื่อความรุดหน้าและเพื่อให้ทัดเทียมกับโลกสากลมาอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายที่ได้รับผลกระทบจากการล่าอาณานิคม สงครามโลก สงครามเพื่ออิสรภาพ สงครามเย็น และตั้งแต่ปีพ.ศ.2510 ประเทศในภูมิภาคนี้ได้ถูกรวมเข้าด้วยกันเป็นสมาคมอาเซียน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากแนวคิดภูมิภาคนิยม  ภายใต้การนำและการเรียกร้องให้เกิดการวมกลุ่มจากประเทศสหรัฐอเมริกา จุดมุ่งหมายของการเริ่มดำเนินการก็เพื่อให้ภูมิภาคในแถบนี้ร่วมมือกันทางการเมืองเพื่อต่อต้านการคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์ จากประเทศรัสเซียและจีนที่ผ่านเข้ามาทางประเทศเวียดนาม

เมื่อพรมแดนของความเป็นชาติ เริ่มที่จะครอบงำและมีอิทธิพลกับแนวความคิดเกี่ยวกับตะวันออกเฉียงใต้ ไม่เพียงแค่ในโลกวิชาการ แต่รวมถึงระเบียบข้อบังคับอื่นๆ ทั้งหน่วยงานทางการเมือง ภาคเอกชน รวมถึงโลกของศิลปะด้วย เพื่อที่จะเข้าใจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากมุมมอง อื่นๆ เราจึงสนใจที่จะสืบค้นเรื่องราวเกี่ยวกับพื้นที่บริเวณนี้ผ่านการมองแบบข้ามพรมแดน โดยเราต้องไม่ลืมว่าพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็น “เขตการติดต่อ” ของชาวจีนพลัดถิ่น คนพื้นเมือง และชาวตะวันตก มาตั้งแต่สมัยศตรรษที่ 17 หรือก่อนหน้านั้น ในช่วงเวลาก่อนยุคสมัยใหม่ และก่อนความเป็นรัฐชาติจะเกิดขึ้น ลักษณะการเป็นชุมชนร่วมยังมีให้เห็นอยู่มาก ทั้งในแง่การเมืองเชิงภูมิศาสตร์ และความคิดความอ่าน อาณาจักรต่างๆ ทั้งแผ่นดินใหญ่ และหมู่เกาะต่างๆ ต่างไม่มีพรมแดน แต่ก็ยังมีสงครามแก่งแย่งดินแดนให้เห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง เมื่อเส้นทางสายไหมและเส้นทางการค้าเครื่องเทศถือกำเนิดขึ้น และเชื่อมภูมิภาคนี้เข้ากับโลกตะวันตก การค้าขายและเศรษฐกิจส่งผลต่อการเคลื่อนตัวระหว่างภูมิภาคนี้ และภูมิภาคใกล้เคียง รวมถึงในภูมิภาคอื่นๆ การหลั่งไหลเข้ามาของพ่อค้าชาวยุโรป และตะวันออกกลาง เริ่มมีบทบทสำคัญทั้งในเขตสยาม หมู่เกาะชวา พม่า และเวียดนาม รวมถึงพื้นที่บริเวณอื่นๆ ในช่วงระยะเวลาเกือบศตวรรษที่พ่อค้าและชนชาติอาหรับ โปรตุเกส ดัตช์ อังกฤษ และฝรั่งเศส เข้ามามีบทบาทสำคัญในภูมิภาคนี้ ทั้งนี้ก็เพื่อขยายอาณาเขตของตน และแสวงหาทรัพยากรทางธรรมชาติจากพื้นที่ในแถบนี้ ซึ่งจะเห็นได้จากประวัติศาสตร์ในยุคอาณานิคมของภูมิภาคนี้

สยาม เป็นศูนย์รวมของความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสังคมซึ่งประกอบด้วยคนหลายชาติหลายภาษา ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากการเคลื่อนตัวของกลุ่มคน ทั้งจากในภูมิภาคนี้เองและภูมิภาคอื่นๆ ใน แผ่นดินทองหรือสุวรรณภูมิ ศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้กลายมาเป็นบ้านสำหรับชาวจีน ชนเผ่าต่างๆ และกลุ่มผู้อพยพจากทางเหนือ และชาวตะวันตก ก่อให้เกิด ความเป็นพหุสังคม นิทรรศการนี้ ต้องกการที่จะแสดงให้เห็นถึงความหลากหลาย และความแตกต่างเชิงสังคม วัฒนธรรม  ในขณะที่พยายามสร้างจุดหลักบางจุดเพื่อที่จะเชื่อมความเป็นภูมิภาคนี้เข้าด้วยกัน  เราจึงอยากที่จะสืบค้นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่สามารถอธิบายถึงพัฒนาการที่เกิดขึ้นนี้ได้ จุดมุ่งหมายก็เพื่อกระตุ้นให้ผู้ชม ย้อนกลับไปมองถึงความเป็นมาของพื้นที่บริเวณนี้ และตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงกับความจริงในโลกปัจจุบัน ซึ่งสามารถทำได้โดยการสำรวจการแยกตัวที่เกิดขึ้น รวมถึงผลกระทบของการล่าอาณานิคม และประวัติศาสตร์หลังสงครามโลก ผู้คนแต่ละท้องถิ่นมีวิธีการจัดการกับสถานการณ์ต่างๆได้อย่างไรหลังจากที่ได้รับอิสรภาพจากเจ้าอาณานิคม  รวมถึงสงครามโลกที่มีผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและนำมาซึ่งการหลั่งไหลของกลุ่มผู้อพยพในช่วงสมัยสงครามเย็นนั้นแตกต่างจากช่วงเวลาอื่นๆ  สำหรับการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับภูมิภาคนี้ รวมถึงกลุ่มคน และการเชื่อมโยง โดยใช้งานศิลปะเป็นแรงบันดาลใจ และจุดเริ่มต้น น่าจะสร้างความเข้าใจต่อสถานการณ์ต่างๆได้มากขึ้น การมองสังคมผ่านผลงานศิลปะจากศิลปินในภูมิภาค ประสบการณ์ทางสุนทรียะ ซึ่งบางครั้งได้ก้าวข้ามพรมแดนของความเป็นชาติไปแล้ว


นิทรรศการ Missing Links เปรียนเหมือนพื้นที่ในการสืบค้น และการย้อนกลับมามองอดีตอีกครั้งถึงเรื่องราว การรับรู้ของผู้คนในระหว่างช่วงการก้าวเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่  การพัฒนาอุตสาหกรรม การพัฒนาเข้าสู่สังคมเมือง รวมถึงการอพยพย้ายถิ่นฐานในพื้นที่บริเวณนี้ Missing Links นิทรรศการที่รวบรวมผลงานวิดีโอและงานภาพเคลื่อนไหวจากศิลปินประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอื่นๆ ซึ่งศิลปินเหล่านี้มีความสนใจและทำงานเกี่ยวกับช่วงเวลาของการก้าวเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่  ผ่านบริบทของตัวศิลปินทั้งที่เกิดจากแรงขับของการล่าอาณานิคม หรือจากตัวศิลปินเอง รวมถึงผลสืบเนื่องสู่ปัจจุบัน นิทรรศการนี้ ไม่ได้ต้องการที่จะแสดงให้เห็นภาพรวมของสถาณการ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ แต่มุ่งหวังที่จะหยิบยกบางประเด็นหลักที่ยังคงมีให้เห็นในปัจจุบัน เช่น ความเป็นสมัยใหม่ สภาพสังคมเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะสังคมเมืองและสังคมชนบท การอพยพย้ายถิ่นฐาน การพลัดถิ่น และเศรษฐกิจข้ามภูมิภาค นิทรรศการในครั้งนี้จะแบ่งออกเป็นสองช่วงเวลาด้วยกัน โดยแต่ละช่วงเวลาจะประกอบไปด้วยศิลปิน 4 ถึง 5 ท่าน และแสดงเป็นระยะเวลา 3 เดือน  การแบ่งนิทรรศการออกเป็นสองช่วงเวลานั้น เพื่อหวังให้ผู้ชมได้มีโอกาสกลับมาดูนิทรรศการอีกครั้ง ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดการพิจารณาใคร่ครวญถึงประเด็นต่างๆ รวมถึงชื่นชมกับประสบการณ์ทางด้านภาพที่เราได้นำเสนอ


First Part: Modernization and Urban Conditions
นิทรรศการ ภาค  1 Modernization and Urban Conditions (ความเป็นสมัยใหม่และสังคมเมือง)​



The Maw Naing

Again and Again

Myanmar, 2005. Colour, 11:30 mins


Life is like a circle. When we die, we are born again to different lives, some human and some animal. Our life doesn’t stop. Similarly, glassware is recycled and passes into new forms. This film is based upon a poem by the director, inspired by Buddha, who teaches that human life is circular.


About Artist

The Maw Naing (b. 1971, Myin Gyan, Myanmar) is a Film director, poet, and visual artist. Having attended Yann Film School in Myanmar as well as the Film and TV school of the Academy of Performing Arts in Prague, Czech Republic, The Maw Naing first started his career in painting, installation and performance before experimenting with video art in the mid 2000s. His works involve different disciplines, crossovers in his film techniques, combining documentary aesthetics and poetic storytelling to convey current themes of censorship, satire, and the socialscape in his native Myanmar.


Aside from Again and Again, The Maw Naing is also notable for other films such as Nargis: When time stopped breathing (2008), an award-winning full-length documentary filmed in 2010 about towns and villages affected by the cyclone Nargis. His most recent project, The Monk (2014), documents the perspective of a young novice monk, uncertain of continuing his path as a monk or leading a life as a secular human being, after the persecution of the monks by the Burmese military junta. A Czech-Burmese production, it is the first independent feature film in Myanmar in 50 years to be selected as the opening film for the 49th festival of Karlovy Vary Film Festival in Czech Republic in 2014.

เทะ หม่อ นาย

Again and Again
สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า, 2005, 11:30 นาที


ผลงานของ เทะ หม่อ นาย เป็นงานวิดีโอที่เล่าเรื่องด้วยภาพและเสียงจากบทกวี  ศิลปินถ่ายทำงานชิ้นนี้ที่โรงงานแก้วแห่งหนึ่ง ในย่างกุ้ง  เขาพูดถึงงานชิ้นนี้ว่า “ ชีวิตดำเนินเป็นวงจร ครั้นเมื่อเราตาย ชีวิตก็กลับเกิดขึ้นใหม่ บ้างเป็นมนุษย์ บ้างก็เป็นสัตว์ ชีวิตของเราไม่มีวันหยุดนิ่ง เปรียบเทียบได้กับการทำแก้ว ที่มีการหมุนเวียน และก่อร่างขึ้นใหม่อยู่เสมอ” ผลงานชิ้นนี้เกิดขึ้นจากบทกวีที่ศิลปินเป็นผู้แต่งขึ้นเอง โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากคำสอนของพระพุทธเจ้า เกี่ยวกับวัฏจักรของชีวิตมนุษย์



เทะ หม่อ นาย (เกิดเมื่อพ.ศ.2514 เมืองมยินจาน สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า) ผู้กำกับภาพยนตร์ นักกวี และศิลปิน เทะ หม่อ นาย จบการศึกษาจาก Yann Film School ที่ประเทศพม่าจากนั้นได้ศึกษาต่อที่ Film and TV school of the Academy of performing Arts กรุงปราก สาธารณรัฐเชก เทะ หม่อ นาย เริ่มต้นเส้นทางนี้ด้วยการทำงานจิตรกรรม งานจัดวาง และการแสดงสด ก่อนที่จะเริ่มต้นทดลองกับสื่อวิดีโอในช่วงประมาณปีพ.ศ.2548 ผลงานส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความชำนาญที่หลากหลายในกระบวนการสร้างภาพยนตร์ ซึ่งรวมเอาสุนทรียเชิงสารคดี และการเล่าเรื่องเชิงกวี ที่สื่อให้เห็นถึงเรื่องของการเซนเซอร์ การเสียดสี และบรรยากาศทางสังคม ของประเทศพม่าในปัจจุบัน

Again and Again เทะ หม่อ นาย ยังมีผลงานยอดเยี่ยมอีกหลายชิ้นด้วยกัน เช่น Nargis: When time stopped breathing (2008) ผลงานรางวัลสารคดีขนาดยาว เกี่ยวกับเมืองและหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์พายุ ไซโคลนนาร์กีสพัดถล่ม และผลงานชิ้นล่าสุด The Monk (2014) บทบันทึกมุมมองของพระหนุ่มซึ่งลังเลกับการเลือกเดินในเส้นทางธรรมต่อไปกับการออกมาใช้ชีวิตทางโลก ผลงานชิ้นนี้เป็นการร่วมมือกันผลิตระหว่างสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า และสาธารณรัฐเชก และเป็นผลงานภาพยนตร์อิสระขนาดยาวเรื่องแรกของประเทศพม่าในรอบ 50 ปี ที่ได้รับเลือกให้เป็นภาพยนตร์เปิดในเทศกาล Karlovy Vary Film Festival ครั้งที่ 49 ที่สาธารณรัฐเชก เมื่อปีพ.ศ.255



Jompet Kuswidananto

War of Java, Do you Remember? *2

Indonesia, 2010, 5:53 mins


War of Java, Do you remember ?*2  is the second segment of a multimedia installation regarding the history and position of Java during and after its colonial occupation(s). Here, a lone figure (Bahrul Ulum) in farmer’s attire is seen performing a dance in a former 19th century sugar refinement factory. The ritual in question is the Cembengan, which was thought to help the mechanical process of turning sugar cane into refined sugar and connect the workers with their equipment. A documentary voice narrates the complex relationship of Java and Europe through its trade of raw materials, alongside a chorus of religious chants. Ambivalent, such juxtapositions, like vernacular versus the modern practices of agriculture, man vs machine, East vs West, reflect the history of Java in a narrative of a transient state.


About Artist

Jompet could be said to be an autodidact. He is an artist that does not come from the world of academic art. Jompet began making art directly through interactions with his environment. He was born in Yogyakarta in 1976, and was raised there, finishing his studies in communications in the Faculty of Socio-Politics, University of Gajah Mada. Although he has undertaken residencies in Japan and Korea, Jompet mostly lives and works in Yogyakarta. Because of this he has an affinity with Javanese traditions.


His work utilises various mediums:  multi-media installations with video, musical instruments, cameras, computers and regional costumes. Jompet is familiar with the icons of Java and its ritual events. One of his works, Java’s Machine: Phantasmaria (2008) attracted public attention because as well as utilising a media new to Indonesia, kinetic art, it also packaged installation, movement, sound, colour and fashion together. In this work Jompet arranged rows of Jogja Palace guards complete with their uniforms, drums and movements, all, however, without the appearance of a human figure.


The traditional icons of a region, in this case Java, are revived here. Jompet processes how the Javanese relate to those outside, in short ‘the Other’ – remembering that Jogja is a place where many cultures meet. Through his multi-media installations, Jompet brings his Javaneseness together with the present.


จอมเปท คุสวิดานันโต

War of Java, Do you Remember? *2
ประเทศอินโดนีเซียม, 2010, 5:53 นาที

War of Java, Do you remember ?*2  เป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะจัดวางที่พูดถึงประวัติศาสตร์และสถานะของหมู่เกาะชวาในช่วงระหว่างและหลังการตกเป็นอาณานิคม ผ่านภาพบุคคลที่ดูโดดเดี่ยว (Bahrul Ulum) แต่งกายในชุดชาวนา กำลังแสดงการร่ายรำในพื้นที่โรงงานฟอกน้ำตาลเก่าที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 19 ซึ่งพิธีกกรรมที่ถูกหยิบยกมากล่าวถึง คือพิธีกรรมที่มีชื่อว่า Cembengan ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่เชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมกระบวนการทำงานด้วยเครื่องจักรในการเปลี่ยนอ้อยให้กลายเป็นน้ำตาลบริสุทธิ์ และทำให้แรงงานคน ทำงานสอดประสานกับอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ ได้เป็นอย่างดี โดยมีเสียงบรรยายที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างชาวชวาและชาวยุโรป ในการค้าขายแลกเปลี่ยนวัตถุดิบต่างๆ ประกอบกับเสียงเพลงประสานของบทสวดทางศาสนา ความรู้สึกครึ่งๆกลางๆของการเทียบเขียงกัน ของภาษาพื้นเมืองกับการทำการเกษตรแบบสมัยใหม่ คนกับเครื่องจักร ตะวันออกกับตะวันตก สะท้อนให้เราเห็นประวัติศาสตร์ของหมู่เกาะชวา และเรื่องเล่าเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น



จอมเปท เป็นศิลปินที่ศึกษาด้วยตัวเอง และไม่ได้ผ่านการศึกษาศิลปะอย่างเป็นทางการ จอมเปทเริ่มต้นทำงานศิลปะผ่านความสัมพันธ์ที่มีต่อสภาพแวดล้อมโดยตรง จอมเปทเกิดและเติบโตที่เมืองยอร์คจาการ์ตาเมื่อปีพ.ศ.2519 จบการศึกษาสาขาการสื่อสารจากคณะ Socio-Politics มหาวิทยาลัย University of Gajah Mada ถึงแม้ว่าจอมเปทเคยเข้าร่วมเป็นศิลปินในพำนักในประเทศญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี แต่ส่วนใหญ่จอมเปทอาศัยและทำงานอยู่ที่เมืองยอร์คจาการ์ตา ซึ่งทำให้เขาใกล้ชิดกับวัฒนธรรม ประเพณีของชาวชวา

ผลงานของจอมเปทใช้สื่อที่หลากหลาย ทั้งงานจัดวางสื่อผสม และวิดีโอ เครื่องดนตรี กล้อง คอมพิวเตอร์ และชุดแต่งกายประจำท้องถิ่น จอมเปทคุ้นเคยกับผู้ที่มีชื่อเสียงหรือสัญลักษณ์ของหมู่เกาะชวารวมถึงพิธีกรรมต่างๆ หนึ่งในผลงานของเขา 
Java’s Machine: Phantasmaria (2008) ได้รับความสนใจ และมีชื่อเสียง เนื่องจากนอกเหนือจากการใช้สื่อที่ใหม่สำหรับชาวอินโดนิเซียหรืองานเคเนติก อาร์ต แล้ว จอมเปทยังรวมการจัดวาง การเคลื่อนไหว เสียง สี และแฟชั่นเข้าไว้ด้วยกันอีกด้วย สำหรับผลงานชิ้นนี้จอมเปทจัดเรียงทหารเฝ้าพระราชวังยอร์คจาการ์ตาที่แต่งกายด้วยเครื่องแบบเต็มยศ พร้อมกลอง และการเคลื่อนไหว แต่ทั้งหมดนี้ไม่ปรากฏร่างของมนุษย์อยู่ในนั้นเลย

สัญลักษณ์ดั้งเดิมของภูมิภาคนี้ ในกรณีนี้คือของหมู่เกาะชวา ถูกทำให้ฟื้นคืนชีพขึ้นอีกครั้ง จอมเปททำให้เห็นว่าชาวชวามีความสัมพันธ์อย่างไรกับโลกภายนอก หรือกับคนอื่น โดยให้เราระลึกถึงว่ายอร์คจาการ์ตาคือพื้นที่ของการพบปะของวัฒนธรรมที่หลากหลาย ผ่านการจัดวางสื่อผสม จอมเปทนำเสนอความเป็นชวา พร้อมๆไปกับความเป็นปัจจุบัน



Maria Taniguchi

Untitled (Celestial Motors)

Philippines, 2012, 6:38 mins


Maria Taniguchi works with various materials and techniques. She’s interested in studying the nature of industrial materials as a thing in itself. In this piece, Taniguchi focuses on the Jeepney, a vehicle wildly used as the main transportation in urban areas of Manila. This is a video sequence examining the Philippine jeepney, a passenger vehicle, in close detail.


About Artist

Maria Taniguchi was born in 1981 Dumaguete City, Philippines. Maria received the MFA Art Practice from ldsmiths, London in 2009. She had solo exhibitions in  Carlier|gebauer, Berlin and  Ibid, London (2005), Silverlens Singapore and Manila (2014), Art Statements, Art Basel 44, Switzerland (2013) and  Echo Studies, Jorge Vargas Museum, Manila (2011). She also participated in an international group exhibition included in the 8th Asia Pacific Triennial of Contemporary Art, Queensland Art Gallery, Brisbane, Australia (2015); Don’t You Know Who I Am? Art After Identity Politics, Museum of Contemporary Art (MHKA), Antwerp, curated by Anders Kreuger and Nav Haq, Material Memory, Fluxia, Milan (2014); Conversations in Amman, Khalid Shoman Foundation, Amman, Jordan; curated by Adriano Pedrosa, The Philippine Contemporary: To Scale the Past and the Possible, Metropolitan Museum of Manila, Manila, curated by Patrick Flores(2 013), Without a Murmur, Museum of Contemporary Art and Design, Manila, curated by Joselina Cruz, A Reader of Materials and a Writer of Forms, MOT International, Brussels curated by Lucy Macdonald (2013). Currently Taniguchi lives and works in Manila.


มาเรีย ทานิคูชิ

Untitled (Celestial Motors)
สาธารณรัฐฟิลิปปินส์, 2012, 6:38 นาที

มาเรีย ทานิคูชิ ทำงานโดยใช้สื่อและวิธีการที่หลากหลาย เธอสนใจศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติของวัตถุดิบทางอุตสาหกรรม สำหรับผลงานชิ้นนี้ มาเรียมุ่งความสนใจไปที่ Jeepney ยานพาหนะที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งถือเป็นระบบขนส่งมวลชนหลักในย่านชุมชนเมืองของกรุงมะนิลา ผลงานวิดีโอชิ้นนี้คือการพินิจพิจารณา Jeepney ฟิลิปปินส์ ยานพาหนะของเหล่าผู้โดยสาร อย่างละเอียดละออ



มาเรีย ทานิคูชิ เกิดเมื่อปีพ.ศ.2524 เมืองดูมาเกตเต้ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ จบการศึกษาระดับปริญญาโท เมื่อปีพ.ศ.2552 สาขาทัศนศิลป์ จากมหาวิทยาลัย ldsmiths ประเทศอังกฤษ มาเรียเคยแสดงผลงานเดี่ยวที่ carlier|gebauer เบอร์ลิน และ Ibid ลอนดอน (2005) Silverlens สิงคโปร์ และกรุงมะนิลา (2014) Art Statements, Art Basel 44 สวิตเซอร์แลนด์ (2013) และ Echo Studies, Jorge Vargas Museum กรุงมะนิลา (2011) และนอกจากนั้นยังร่วมแสดงในนิทรรศการกลุ่มอีกมากมาย อาทิเช่น 8th Asia Pacific Triennial of Contemporary Art, Queensland Art Gallery บริสเบน ออสเตรเลีย (2015) Don’t You Know Who I Am? Art After Identity Politics, Museum of Contemporary Art (MHKA), Antwerp โดยภัณฑารักษ์ Anders Kreuger และ Nav Haq Material, Memory, Fluxia กรุงมิลาน (2014) Conversations in Amman, Khalid Shoman Foundation กรุงอัมมาน จอร์แดน โดยภัณฑารักษ์ Adriano Pedrosa, The Philippine Contemporary: To Scale the Past and the Possible, Metropolitan Museum of Manila กรุงมะนิลา โดยภัณฑารักษ์ Patrick Flores(2013) Without a Murmur, Museum of Contemporary Art and Design กรุงมะนิลา โดยภัณฑารักษ์ Joselina Cruz, A Reader of Materials and a Writer of Forms, MOT International กรุงบรัสเซลส์ โดยภัณฑารักษ์ Lucy Macdonald (2013) ปัจจุบันอาศัยและทำงานอยู่ที่กรุงมะนิลา



Uudam Tran Nguyen (Vietnam)

Waltz of the Machine Equestrians

Vietnam, 2012, 4:35 mins


After his return from his 13 years stay in the US, Uudam saw that the city, traffic and the transformation of urbanization was an exquisite and complex choreographed dance of scooters. Sain’s scooters are the main vehicles for Sainese to commute and connect between the city and rural areas. He imagined using the scooters as a mechanized or iron horse, as modern ‘equestrians’. This is an allery for the artist to use the scooters as a metaphor of the iron horses, and a symbol of development and globalization.


This video featured a group of 28 riders who are choreograhed to perform against the backdrop of the Ho Chi Minh City’s skyline while a live recording of Russian Composer Dmitri Shostakovich’s Waltz no.2 runs as musical backdrop. It was shot in the Thu Thiem area, across the Sain River and it separated the new and the old development. A group of scooter riders, wearing brightly colored raincoats and attached to one another with strings and clips. This spectacular scooter riders choreography unraveled Vietnamese life, the scooters as the transformative society in which vernacular vs. modern, agrarian vs. industrial development, individuality vs community had been overlapped. (based on the artist’s statement).  


About Artist

UuDam Tran Nguyen is a multi-disciplinary artist based in Vietnam. Studied in Vietnam and the USA, UuDam graduated from UCLA with a B.A. and from the School of Visual Arts in NY with an MFA.  UuDam has been exhibited internationally in the 4th Singapore Biennale, Asia Society Museum, RISD Museum, Kadish Art in San Francisco, the White Chapel gallery, the Jewish Museum NYC & the upcoming Asia Pacific Triennial (APT8).His works have been mentioned and reviewed in Art Forum, Flash Art, Vietnam News, The New York Times, Singapore Today Top Pick, Saineer, Los Angeles Times, Phnom Penh Post, Vietnam TV and Newspapers, Art Radar Journal, LA weekly, Time Out New York, etc. He recently won the Jury Selection prize of the prestigious 18th Japan Media Arts Festival.  UuDam is a co-founder of the experimental art magazine XEM. He is working on his new exciting projects in Ho Chi Minh City.


อูดัม ทราน เหงียน

Waltz of the Machine Equestrians

ประเทศเวียดนาม, 2012, 4:35 นาที


อูดัมใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐอเมริกาเป็นระยะเวลา 13 ปี หลังจากกลับมาที่ประเทศเวียดนาม อูดัมได้เห็นเมือง การจราจร การเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมเมืองซึ่งเปรียบได้กับการเคลื่อนตัวของเหล่ารถจักรยานยนตร์ที่ซับซ้อนและงดงาม จักรยานยนต์สำหรับเมืองไซ่ง่อนแล้วถือเป็นยานพาหนะหลักสำหรับคนไซ่ง่อนในการไปมาหาสู่ และเชื่อมพื้นที่เมืองกับชนบท อูดัมจินตนาการถึงการขี่จักรยานยนต์ว่าเป็นเหมือนเครื่องจักรกลหรือม้าเหล็ก ซึ่งเหมือนกับการขี้ม้าแบบสมัยใหม่ ผลงานชิ้นนี้คือการเปรียบเปรยของศิลปินระหว่างจักรยานยนต์กับม้าเหล็ก และสัญลักษณ์แทนการพัฒนา และโลกาภิวัตน์


งานวิดีโอชิ้นนี้แสดงให้เราเห็นกลุ่มนักบิดจำนวน 28 คน ที่ถูกออกแบบท่าทางให้แสดงกับพื้นหลังที่เป็นเส้นขอบฟ้าของนครโฮจิมินห์ ประกอบกับเสียงดนตรี Waltz no.2 ที่อัดจากการแสดงสดของนักแต่งเพลงชาวรัสเซีย Dmitri Shostakovich  งานวิดีโอชิ้นนี้ถ่ายทำที่ย่าน ถูเถียม แถบแม่น้ำไซ่ง่อน ซึ่งกั้นแบ่งย่านพัฒนาเก่า และใหม่ กลุ่มนักบิดจักรยานยนต์ ต่างใส่เสื้อกันฝนสีสันสดใส ซึ่งเชื่อมแต่ละคนเข้าไว้ด้วยกันด้วยเชือกและเข็มกลัด การเคลื่อนตัวที่น่าทึ่งของเหล่านักบิดเป็นเหมือนการปลดปล่อยชีวิตของชาวเวียดนาม เหล่าบรรดาจักรยานยนต์ที่เห็นก็เหมือนการเปลี่ยนแปลงของสังคมเวียดนาม ที่ความดั้งเดิมกับความเป็นสมัยใหม่ การเกษตรกับอุตสาหกรรม และความเป็นเอกเทศกับความเป็นชุมชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกซ้อนทับกันอยู่



อูดัม ทราน เหงียน เป็นศิลปินที่ทำงานกับสื่อที่หลากหลาย ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ประเทศเวียดนาม อูดัม เริ่มต้นการศึกษาที่ประเทศเวียดนาม ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา จบปริญญตรีที่ UCLA และปริญญาโท สาขาทัศนศิลป์ จาก School of Visual Arts นครนิวยอร์ก อูดัมเข้าร่วมนิทรรศการศิลปะหลายที่ด้วยกัน อาทิเช่น The 4th Singapore Biennale, Asia Society Museum, RISD Museum, Kadish Art, San Francisco, the White Chapel gallery, the Jewish Museum NYC รวมถึงเทศกาล Asia Pacific Triennial ครั้งที่ 8 ที่กำลังจะมาถึงด้วย ผลงานของเขาได้รับการกล่าวถึงในสื่อต่างๆมากมาย อาทิเช่น Art Forum, Flash Art, Vietnam News, The New York Times, Singapore Today Top Pick, Saineer, Los Angeles Times, Phnom Penh Post, Vietnam TV and Newspapers, Art Radar Journal, LA weekly, Time Out New York และอื่นๆ เมื่อเร็วๆนี้อูดัมได้รับรางวัล Jury Selection prize จาก The prestigious 18th Japan Media Arts Festival นอกจากนั้นอูดัมยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งนิตยสารเชิงทดลอง XEM และปัจจุบันอูดัมกำลังทำโครงการศิลปะใหม่อยู่ที่นครโฮจิมินห์



Souliya Phoumivong

Time Never Comes Back

Laos, 2011, 7.11 mins


A young, freshly graduated Lao artist from the School of Fine Arts peruses the city of Vientiane, pondering about what his future may bring. With uncertainty and hope bound together, this is a fresh outlook on new creative generations, simultaneously full of aspirations and fears, with the constant reminder of the irreversibility of time. 


“Time Never Comes Back” is the truest fact in this world… The concept behind the production of this video is to reflect on the mentality of people in general. Some people never think before they act, but regret it when facing the consequences of their actions. Some people want to back and fix their mistakes knowing it is impossible. But no one can back in time to undo what has been done.” (Souliya Phoumivong)


About Artist

Souliya Phoumivong (b.1983, Vientiane, Laos is a media artist mainly working in film, video art, photography and clay animation. He is also a teacher at the National Institute of Fine Arts in Vientiane and is often involved in N organizations. His body of work embraces the ever-changing landscape of media and digital equipment in Laos, and the adaptation of younger people to a more fast pace of life; He was invited by the Japan-East Asia Network of Exchange for Students and Youths: JENESYS Programme, to partake in a 2 month-residency at the Youkobo art space in 2010, and has had showcases in Japan, Korea, Singapore and Laos. He has recently made short claymation videos, such as ‘My Best Friend’ (2011) as part of pedagical initiatives run by the World Food Program (WFP) as well as the U.S Embassy of Vientiane and UNICEF.


สุริยะ ภูมิวงศ์

Time Never Comes Back

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, 2011,7.11นาที


ศิลปินชาวลาวรุ่นใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษาจาก School of Fine Arts peruses the city of Vientiane ที่กำลังครุ่นคิด เกี่ยวกับอนาคตของตัวเองข้างหน้า ด้วยความไม่แน่นอนและความหวังที่หลอมรวมเข้าไว้ด้วยกัน และนี่เองคือทัศนคติของคนทำงานสร้างสรรค์ยุคใหม่ ที่เต็มไปด้วยความปรารถนาและความกลัว ที่คอยเตือนเราว่าเวลานั้นไม่อาจย้อนกลับ


“เวลาไม่อาจหวนคืน” เป็นสัจธรรมความจริงของโลกนี้ แนวคิดเบื้องหลังของผลงานชิ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความคิดและจิตใจของผู้คน บางคนไม่เคยคิดก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป ได้แต่เสียใจเมื่อต้องเผชิญกับผลที่ตามมา บางคนอยากที่จะย้อนเวลากลับไปเพื่อแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดทั้งที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่มีใครที่สามารถย้อนเวลากลับไปเพื่อแก้ไขในสิ่งที่ได้ทำไปแล้ว



สุริยะ ภูมิวงศ์ เกิดเมื่อปีพ.ศ.2526 ที่เมืองเวียงจันทน์ ประเทศลาว สุริยะเป็นศิลปินที่ส่วนใหญ่ทำงานกับสื่อภาพยนตร์ วิดีโอ ภาพถ่าย และ เคลย์แอนิเมชั่น สุริยะยังเป็นอาจารย์ที่ National Institute of fine arts ที่เวียงจันทน์ และทำงานร่วมกับองค์กรไม่แสวงผลกำไร (N)ด้วย ผลงานของสุริยะพูดถึงภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงของอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับมีเดียและโลกดิจิตอลในประเทศลาว รวมถึงการปรับตัวของคนรุ่นใหม่ให้เข้ากับการดำเนินชีวิตที่รวดเร็วขึ้น สุริยะได้รับเชิญให้เข้าร่วมโครงการ JENESYS Programme จัดโดย The Japan-East Asia Network of Exchange for Students and Youths เพื่อเป็นศิลปินในพำนักเป็นเวลา 2 เดือนที่ The Youkobo art space เมื่อปีพ.ศ.2553 และได้แสดงผลงานที่ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ และลาว เมื่อปีพ.ศ.2554 สุริยะสร้างผลงานเคลย์แอนิเมชั่นขนาดสั้น My Best Friend ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเพื่อการศึกษา จัดโดย The World Food Program (WFP) ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศลาว และ UNICEF


Second Part: Diaspora and Identity
นิทรรศการภาค 2 Diaspora and Identity (การพลัดถิ่นและอัตลักษณ์)​



A Khmer Arts + Studio Revolt Production

Neang Neak (Serpent ddess)

Cambodia/USA, 2012, 3:50 mins


Director/Cinematographer/Editor: Masahiro Sugano

Choreographer: Sophiline Cheam Shapiro

Dancer: Kuntearom Keo

Art Director: Anida Yoeu Ali


In choreographer Sophiline Cheam Shapiro’s Cambodian classical dance Neang Neak, a serpent ddess arrives on earth to live among humans.  Director Masahiro Sugano’s experimental film opens a new window onto this modern-day metaphor for displacement and the journey to self-discovery by juxtaposing contemporary and ancient storytelling techniques.  With a title role performance by Keo Kuntearom, this collaboration between dance makers, Khmer Arts and media makers Studio Revolt reflects Cambodian culture’s ever-evolving relationship between tradition and the new and demonstrates how highly stylized, culturally specific art can be universally relevant.


About Artist

Studio Revolt  (Chica/Phnom Penh/Osaka)

Studio Revolt is an independent artist run media lab that produces films, videos, installations and performance projects in Phnom Penh, Cambodia. The media lab serves as a collaborative space for both performance artist Anida Yoeu Ali and filmmaker Masahiro Sugano. Through his films, Sugano reconsiders cultural and political norms that have constricted our imagination and dulled our senses.  Ali performs unapologetic poems and declarations of the self beyond fixed identities and borders. Together their works open up possibilities for people to exist outside of conventional narratives. Studio Revolt takes it a step further by urging viewers to become participants and stake their claim in this world


Since their arrival in 2011, Studio Revolt has become a prominent presence in the contemporary arts scene of Phnom Penh showcasing their works in public screenings, exhibitions, and public art projects. Studio Revolt’s first collaboration, 1700% Project: Mistaken For Muslim (2010), a film about hate crimes against Muslims after 9/11, was the grand prize recipient for LinkTV’s One Chica One Nation online film competition. The following year their short film My Asian Americana (2011) addressing the issue of Cambodian American deportations won the popular public vote in a White House competition but failed to be rewarded as promised by contest organizers. In 2013, Studio Revolt received Center for Asian American Media’s Innovation Fund, commissioning a series of 4 webisodes for Verses In Exile, about deported poet Kosal Khiev. Verses in Exile is currently airing online at PBS.org. In 2014, the studio released their feature documentary film Cambodian Son, which won Best Documentary in San Francisco’s CAAMFest 2014 and Lebanon’s Cultural Resistance Film Festival.


แขมร์ อาร์ต และ สตูดิโอ รีโวลต์

Neang Neak (Serpent ddess)

ประเทศกัมพูชา/สหรัฐอเมริกา, 2012, 3:50 นาที


ผู้กำกับ/ช่างภาพ/ผู้ตัดต่อ: มาซาฮิโระ ซูกาโน

ผู้ออกแบบท่าเต้น: โซเฟีย ชีอัม ชาปิโร

นักเต้น: คุนเตรมย์ คีโอ

ผู้กำกับศิลป์: อะนีดา โยเอ อาร์ลี


โซเฟีย ชีอัม ชาปิโร ออกแบบท่าร่ายรำคลาสสิคของประเทศกัมพูชาให้กับ Neang Neak  เทพธิดางู ที่ลงมาอาศัยอยู่ร่วมกับมนุษย์โลก ผลงานภาพยนตร์เชิงทดลองของผู้กำกับ มาซาฮิโระ ซูกาโน เผยให้เราเห็นโลกสมัยใหม่ซึ่งเปรียบได้กับการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานและการเดินทางเพื่อค้นพบตัวเอง  โดยเทียบให้เห็นวิธีการเล่าเรื่องแบบร่วมสมัยและแบบโบราณ คีโอ คุนเตรมย์ รับบทบาทในการแสดง การร่วมมือกันระหว่างกลุ่มนักเต้น แขมร์ อาร์ต และ สตูดิโอ รีโวลต์ กลุ่มคนทำงานสื่อ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกัมพูชา ระหว่างความดั้งเดิม และความเป็นสมัยใหม่ รวมถึงยังเหมือนเป็นการสาธิตให้เห็นว่าการสร้างงานศิลปะ วัฒนธรรมที่มีความจำเพาะเจาะจง ให้มีความทันสมัยมากขึ้นสามารถเชื่อมโยงกับโลกสากลได้มากน้อยแค่ไหน



สตูดิโอ รีโวลต์ ( ชิคาโก/พนมเปญ/โอซาก้า) คือแลปมีเดียที่ดำเนินการโดยกลุ่มศิลปินอิสระ เพื่อผลิต   ผลงานภาพยนตร์ วิดีโอ งานจัดวาง และงานแสดงสด ในเมืองพนมเปญ ประเทศกัมพูชา แลปแห่งนี้เป็นการใช้พื้นที่ร่วมกันของศิลปินแสดงสด อะนีดา โยเอ อาร์ลี และนักสร้างภาพยนตร์ มาซาฮิโระ ซูกาโน ผลงานภาพยนตร์ของมาซาฮิโระ พูดถึงการทบทวนบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมและการเมือง ที่จำกัดจินตนาการและทำให้การรับรู้ของเราเสื่อมถ้อยลง อาร์ลี แสดงการอ่านบทกวีและแถลงการณ์เกี่ยวกับการก้าวข้ามอัตลักษณ์ และพรมแดนของตัวเธอเอง ผลงานที่ทั้งคู่ทำงานร่วมกันสร้างความเป็นไปได้ในการยืนอยู่นอกกรอบเรื่องเล่าตามธรรมเนียมที่สืบทอดกันมา สตูดิโอ รีโวลต์ ยังรุดไปข้างหน้าอีกขั้นในการกระตุ้นให้ผู้ชมมีส่วนร่วม และเรียกร้องสิทธิของตนเองกับโลกนี้


ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อปีพ.ศ.2544 สตูดิโอ รีโวลต์ ได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญของศิลปะร่วมสมัยในเมืองพนมเปญ โดยแสดงผลงานมากมายทั้ง งานฉายภาพยนตร์ งานนิทรรศการ และโครงการศิลปะสาธารณะ ผลงานการร่วมมือชิ้นแรกของสตูดิโอ รีโวลต์ 1700% Project: Mistaken For Muslim (2010) ภาพยนตร์เกี่ยวกับอาชญากรรมที่มาจากความเกลียดชังชาวมุสลิมหลังเหตุการณ์ 9/11 ซึ่งได้รับรางวัล LinkTV’s One Chica One Nation online film competition  สตูดิโอ รีโวลต์  มีผลงานภาพยนตร์สารคดีขนาดยาว Cambodian Son ซึ่งชนะรางวัลสารคดียอดเยี่ยมจากเทศกาล San Francisco’s CAAMFest 2014 และเทศกาล Lebanon’s Cultural Resistance Film Festival



Nipan Oranniwesna

"The storm continues to rage outside and the wind sweeps relentlessly across the land from the same direction"
Thailand, 2014-2015, 35:05 mins


I am interested in the issue of migration which addresses the displacement of people in Thailand and also in the region with the basis rationale of economy and for a better standard of living. This project started when I met and talked with a Myanmar woman who works as  cleaning staff at the Bangkok Art and Culture Centre. The consequence of this conversation led me to travel to Ranong province to explore and interview people in the area then crossing the Myanmar border to do the same thing.


The aspect of this video is constructed through the arrangement of moving image with the use of documentary-style. The image of people, landscape and habitual activities happened at the Thailand-Myanmar border area or the frontier between Ranong province and Kawthaung Island together with the voice of a Myanmar woman from the first part and a Thai (soldier) who is on his duty at the border’s main entrance, connecting the two countries.


However, the main character that enwraps the whole story is the sound of wind from the waves, verbals and the sound of a long tail boat bumping against the river in conjunction with the changing light, atmosphere and the movement of time throughout 35:05 minutes. The number of minutes used in the work is comparable with my return trip on a long- tail boat on a very windy day which made the time spent on the boat longer than usual. (Excerpted from Artist’s statement)

** The title “The storm continues to rage outside and the wind sweeps relentlessly across the land from the same direction” borrowed from dialogues in Turin Horse, a film by Béla Tarr in 2011


About Artist

Most of Nipan Oranniwesna 's work focuses on the reconstruction of fact and fiction surrounding issues related to historical memory and the politic of identity and the nation, globalization and immigration. He graduated with a BFA (1st class hons.) in graphic arts from Silpakorn University in Bangkok Thailand. He continued his studies at The Tokyo National University of Fine Arts & Music where he received MFA in printmaking. He is currently a lecturer at the Visual Art Department, School of Fine & Applied Art at Bangkok University.


Nipan has exhibited in many exhibitions both in Thailand and internationally, among them, Eagles Fly, Sheep Flock: Biographical Imprints – Artistic Practices in Southeast Asia, Southeast Asia Platform,  Art Stage 2015, Singapore, Singapore Biennale 2013: If The World Change, SAM, Singapore (2013), Setouchi Triennale 2013, Fukutake House, Shodoshima, Japan (2013), Kuandu Biennale2012: Artist in Wonderland, Kuandu Museum of Art, Taipei,Taiwan (2012), The 18th Biennale of Sydney: all our relations, The Gallery of New South Wales, Sydney, Australia (2012), City- Net Asia 2011, Seoul Museum of Art, Korea (2011), Busan Biennale, Korea (2008), 52nd Venice Biennale, Thai Pavilion, Italy(2007). Nipan lives and works in Bangkok, Thailand.


นิพันธ์ โอฬารนิเวศน์

"The storm continues to rage outside and the wind sweeps relentlessly across the land from the same direction”

ประเทศไทย, 2014-2015, 35:05 นาที


นิพันธ์​พูดถึงการทำงานชิ้นนี้ ว่า “ ผมกำลังสนใจในประเด็น เรื่อง migration  ที่พูดถึงการโยกย้ายไหลเวียนระหว่างกันของผู้คนทั้งในเมืองไทยและภูมิภาคด้วยเหตุผลสามัญของเศรษฐกิจและการทำชีวิตให้ดีขึ้น โปรเจ็คศิลปะ เริ่มต้นจากการพบและพูดคุยร่วมกับหญิงชาวเมียนมาร์คนหนึ่งที่ทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดในหอศิลป์ กทม.ผลของการพูดคุยกับเธอ ทำให้ผมเดินทางลงไปยังจังหวัดระนอง  สำรวจสัมภาษณ์ผู้คนบริเวณนั้น นั่งเรือข้ามไปยังฝั่งพม่าเพื่อทำในสิ่งเดียวกัน 


ภาพรวมของงานวิดีโอชิ้นนี้ ถูกสร้างผ่านการเรียบเรียงภาพภาพเคลื่อนไหวเชิง documentary   เป็นภาพของผู้คน พื้นที่ และกิจวัตรที่เกิดขึ้นบริเวณรอยต่อระหว่างไทยกับเมียนมาร์ หรือพรมแดนฝั่งระนองกับเกาะสอง (Kawthaung)  คู่ขนานไปกับเสียงพูดคุยของของตัวละครหญิงเมียนมาร์ต้นเรื่อง และคนไทย(ทหาร) คนหนึ่งที่กำลังทำหน้าที่ของตนในบริเวณพรมแดนอันเป็นทางเข้าหลักทางหนึ่งของทั้งสองประเทศ 


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นเหมือนตัวละครสำคัญที่ห่อหุ้มเรื่องราวทั้งหมดเอาไว้ก็คือ เสียงคลื่นลม  ภาษาพูดของผู้คน  หรือเสียงเรือหางยาววิ่งตัดสายน้ำ  ทั้งหมดมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของแสง  บรรยากาศและเวลาที่เคลื่อนไปตลอด 35.05 นาที   จำนวนนาทีๆ เท่ากับเวลาของการนั่งเรือหางยาวในเที่ยวกลับของผม  ในวันที่ลมและแรงคลื่นมากและมากจนทำให้เวลาที่อยู่บนท้องเรือมากกว่าปกติ”


** (ชื่อ “The storm continues to rage outside and the wind sweeps relentlessly across the land from the same direction” นั้น ยืมมาจากไดอะลอค สองช่วง ในหนังเรื่อง Turin Horse  หนังปี 2011  ของ  Béla Tarr



ผลงานส่วนใหญ่ของนิพันธ์ โอฬารนิเวศน์ จะมุ่งความสนใจไปที่เรื่องของความทรงจำเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และการเมืองระหว่างอัตลักษณ์และความเป็นชาติ โลกาภิวัตน์และการอพยพย้ายถิ่น นิพันธ์จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 สาขาภาพพิมพ์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร และได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาภาพพิมพ์ จากมหาวิทยาลัย Tokyo National University of Fine Arts & Music ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ


นิพันธ์ได้เข้าร่วมในนิทรรศการศิลปะมากมายทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ อาทิเช่น Eagles Fly, Sheep Flock: Biographical Imprints – Artistic Practices in Southeast Asia, Southeast Asia Platform,  Art Stage 2015, Singapore, Singapore Biennale 2013: If The World Change, SAM, Singapore (2013), Setouchi Triennale 2013, Fukutake House, Shodoshima, Japan (2013), Kuandu Biennale2012: Artist in Wonderland, Kuandu Museum of Art, Taipei,Taiwan (2012), The 18th Biennale of Sydney: all our relations, The Gallery of New South Wales, Sydney, Australia (2012), City- Net Asia 2011, Seoul Museum of Art, Korea (2011), Busan Biennale, Korea (2008) และ 52nd Venice Biennale, Thai Pavilion, Italy(2007) ปัจจุบันนิพันธ์อาศัยและทำงานอยู่ที่กรุงเทพ



Brian thong Tan

Imelda es To Singapore
Singapore, 2006, 2:35 mins


A comic reverie that features the likeness of former First Lady Imelda Marcos as a household maid in Singapore performing her favourite song, Dahil Sa Iyo (Because of You). This satire on the musical genre is also a darkly political allery of the Marcos regime that took place between 1965 and 1986.


About Artist

Born in the Philippines but raised in Singapore, Brian thong Tan (b.1980) is one of the leading creatives in Singapore and is best known for his cutting-edge and highly engaging works in theatre, film and installation art. He graduated from the California Institute of the Arts in 2005 under the Shell-NAC Scholarship. His works have been featured in numerous productions which have toured successfully in many countries such as Italy, USA and the United Kingdom. He has worked on films like Pleasure Factory which was selected for Un Certain Regard in Cannes in 2007, as well as Lucky 7 and Invisible Children. He was recently conferred the Young Artist Award in 2012 by Singapore's National Art Council. Brian thong Tan has been involved in many exhibitions all around Asia and Europe, including the the 9th Venice Architectural Biennale in 2004, the Singapore Biennale in 2006. Currently he lives and works in Singapore.


ไบรอัน โกถอง ทาน

Imelda es To Singapore

ประเทศสิงคโปร์, 2006, 2:35 นาที


บทดนตรีเพ้อฝันชวนขำกับภาพแม่บ้านคนหนึ่งในประเทศสิงคโปร์ ที่คล้ายอิเมลด้า มาร์กอส อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1ที่กำลังขับร้องเพลงโปรดของเธอ Dahil Sa Iyo (Because of You) ละครชวนหัวประกอบดนตรีเสียดสีชิ้นนี้ เปรียบเปรยถึงยุคมืดทางการเมืองที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงการปกครองในระบอบมาร์กอส เมื่อปีพ.ศ.2508 ถึง 2529



ไบรอัน โกถอง ทาน เกิดที่ประเทศฟิลิปปินส์เมื่อปีพ.ศ. 2523 แต่เติบโตขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์  ไบรอันเป็นหนึ่งในศิลปินแนวหน้าของประเทศสิงคโปร์ เป็นที่รู้จักจากผลงานล้ำสมัย ไบรอันทำงานกับทั้งสายงานละคร ภาพยนตร์ และงานศิลปะจัดวาง  ไบรอันจบการศึกษาจาก California Institute of the Arts เมื่อปีพ.ศ.2548 โดยได้รับทุนจาก The Shell-NAC Scholarship เขาได้ร่วมงานกับทีมงานสร้างผลงานมากมาย ซึ่งได้เดินทางไปแสดงยังหลายประเทศทั้ง อิตาลี สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ ไบรอันมีผลงานภาพยนตร์เรื่อง Pleasure Factory ที่ได้รับเลือกเข้าฉายในสาย Un Certain Regard ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ เมื่อปีพ.ศ.2550 และมีผลงานภาพยนตร์อีก 2 เรื่องคือ Lucky 7 และ Invisible Children เมื่อปีพ.ศ.2555  ไบรอันได้รับรางวัล The Young Artist Award จาก Singapore's National Art Council ไบรอัน โกถอง ทานได้เข้าร่วมแสดงงานในนิทรรศการศิลปะมากมายทั้งในทวีปเอเชีย และยุโรป อาทิเช่น The 9th Venice Architectural Biennale เมื่อปีพ.ศ.2547 และ The Singapore Biennale เมื่อปีพ.ศ.2549 ปัจจุบันอาศัยและทำงานอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์



Chris  Chong  Chan  Fui

Malaysia, 2008, 20 mins


A building becomes a living painting, framing the lives of an ex-patriot Indian community in Malaysia in the area of Brickfields (Kuala Lumpur, Malaysia). It is a major transportation hub, but also an area of red-light prostitution, Indian cafés, temples, churches, and mosques alike. The contradictory mélange of sounds mimic the disparate voices that  comprise  the  country’s  own  religious complexities and insecurities.


About Artist

Chris Chong Chan Fui is a Malaysian filmmaker and media artist, born in Kota Kinabalu, Sabah, Borneo Malaysia, he lives and works as a director and media artist in Canada and Malaysia. In 2007 he founded "Tanjung Aru Pictures", a production company that focuses on experimental films and documentaries. He is interested in grey areas and exploring the inherent possibilities of in-between spaces, his projects usually form through observing a space or physical structure, and that is where stories naturally take place.


คริส ของ ชาน ฟุย


ประเทศมาเลเซีย, 2008, 20 นาที


ภาพชีวิตของชุมชนชาวอินเดียภายในอาคารในย่าน Brickfields ในเมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียได้กลายมาเป็นภาพวาดที่มีชีวิต บริเวณ Brickfields นอกจากจะเป็นจุดศูนย์รวมของการขนส่งมวลชนแล้ว ก็ยังเป็นย่านค้าประเวณี ร้านกาแฟอินเดีย วัด โบสถ์ และมัสยิด การผสมปนเปของเสียงจำนวนมาก เหมือนเป็นการจำลอง ความคิดเห็นที่แตกต่าง ทั้งในเรื่องของความซับซ้อนทางศาสนาและความไม่มั่นคงของประเทศนี้ 



คริส ชอง ชาน ฟุย  เป็นศิลปินสื่อและนักสร้างภาพยนตร์ชาวมาเลเซีย เกิดที่เมืองโคตาคินาบาลู  ซาบา บอร์เนียว ประเทศมาเลเซีย คริส ชอง ทำงานเป็นผู้กำกับและศิลปินทั้งในประเทศแคนาดาและมาเลเซีย เมื่อปีพ.ศ.2550 เขาก่อตั้ง "Tanjung Aru Pictures” บริษัทโปรดักชั่น ที่เน้นการทำภาพยนตร์ทดลองและภาพยนตร์สารคดี คริส ชองสนใจเรื่องของพื้นที่สีเทา และสร้างผลงานที่เชื่อมโยงความเป็นไปได้ต่างๆ เกี่ยวกับพื้นที่กึ่งกลาง  (in-between spaces)  โครงการของเขาเกิดขึ้นจากการสังเกตุพื้นที่ หรือโครงสร้างทางกายภาพ  และนั่นเองคือสถานที่ที่เรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ