Jim Thompson Art Center “Breaking Out of the Cocoon, Growing Out from the Rice”

“Breaking Out of the Cocoon, Growing Out from the Rice”


Montri Toemsombat



Gridthiya Gaweewong, Somsuda Piamsumrit



30 July-19 September 2010


The exhibition “Breaking Out of the Cocoon, Growing Out from the Rice” presents the recent works of Montri Toemsombat, a contemporary young Thai artist who has gained prominent recognition for works including those incorporating rice as one of the medium.  The sculptures, installation art, videos and photographs displayed in this exhibition were all made by the artist from leftover materials provided by the Jim Thompson Factory in Pakthongchai District, Nakornratchasima Province.


For this exhibition the artist invites viewers to enjoy a compilation of artworks created over the past decade from diverse natural materials.  They reveal his perception of harmony as the essential factor bonding together life, society, culture and nature.  According to the artist the lessons obtained from experiences can be transformed into elements that constitute a meaningful life.  Inspired by nature and social political situation, he sees an analogy in the flight of the moth as a revolutionary phase evoked by its breaking out from the protective cocoon. And, he also interprets as a declaration of freedom the act of rice securing its young root in the earth while thrusting its first young leaf into the sky.  The artist views these two natural phenomena as related to the nurturing of motherhood and the support of fatherhood which are the basic elements of humanity. 


Montri has invited three fellow artists who share  similar views about the pursuit of art to take part in this exhibition.  The three artists who have been asked to join the project are Santiphap Inng-ngam, Kornkrit Jianpinidnan, and Jarunun Phantachat.  Montri previously collaborated with Jim Thompson Art Center in 1999 for his first solo exhibition “Cocoon the Renaissance”, an exhibition held at Ayara Hall at the Jim Thompson House.  In addition, he was also the recipient of a James H.W. Thompson Foundation scholarship (2008 to 2009) to conduct research relating to the Silk Road. 


The present exhibition is divided into three parts.  “Breaking Out of the Cocoon” is the main display which is comprised of a labyrinth constructed from disused silkworm sieve plates.  Inside the labyrinth is barbed wire, previously used by Montri in his improvised art in 2002 which has been installed as a silk cocoon sculpture (mixed media and fiber).  This section contains sculptures and installation symbolizing an ironic perception of significant Thai political and economic-related books. The irony is created by placing more importance on the colors of the silk than on the content of the books. The overemphasis on color can be interpreted as the freedom to learn because how one learns is influenced by how publications are caterized.  Montri chooses to portray this issue by showing it in opposition to the aforementioned barbed wired cocoon which is an icon of boundary, protection, and limitations on freedom and the right to learn.  In addition, there is a five-minute video performance titled “A Reminiscence over You” showing a couple of the same gender yet of different nationalities, cultures and beliefs.  Unconditional love, regardless of background or differences is a metaphor of the political issues that present day society is facing.  Alternating still images document a passage as they gradually turn into flames as Montri yearns for the happiness and peace once present in his homeland.


The next display entitled “Growing Out from the Rice” in Room Exit Number 1, is an installation fabricated from more than one hundred hanging books of varying sizes which have been made out of code paper used in the factory to encode the textile design.  The barbed wired cocoon figure conveys the meaning of birth, protection, nurture, yet limited freedom.  Growing rice on the books represents the freedom to learn, especially the necessity to obtain lessons from nature.  The grains suggest the importance of independent study through observing and interacting with the environment.  To question is the stepping stone towards an intellectual and truthful path that will eventually lead to true freedom. 


The last part of the exhibition is “Art Journey Link” which was realized in collaboration with Montri’s colleagues and revolves around the theme of life as a journey in the pursuit of happiness and dreams.  Working together for the show, the three artists share their experiences and support for one another.  Santiphap Inng-ngarm’s short film “From Peace to Peace” documents people named Santiphap (peace) making wishes for peace.  Kornkrit Jianpinidnan exhibits black and white photographs portrayed in an illusionary style to depict realistic situations in specific time and space context.  His work titled “As Tear By” speaks of the focal point between oneself and one’s environment.  Jarunun Phantachat, the performer and co-founder of B-Floor Theater, has assembled segments of her films which show her various acting performances over the past ten years.


 The exhibition “Breaking Out of the Cocoon, Growing Out from the Rice” will be held at Jim Thompson Art Center before traveling to other venues which include the Art on the Farm project organized in context with the Jim Thompson Farm Tour. Jim Thompson Farm, Amphur Pakthongchai, Nakornratchasima. Later the exhibition will travel to Province, France and Geneva, Switzerland (2010-2011), Turin, Italy (2011) Lyon and Paris, France (2011), and Asia (2011-2012).  The purpose is to connect artists and encourage new beginnings.


 หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน ด้วยความร่วมมือกับ พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยา เบอร์ลิน และ สถาบันเกอเธ่  ภูมิใจเสนอ  นิทรรศการศิลปะยุคก่อนสมัยใหม่และศิลปะร่วมสมัยจากเส้นศูนย์สูตร The Tropics – Views from the Middle of the Globe คัดสรรโดย ดร. อัลฟองส์ ฮุก ภัณฑารักษ์ชาวเยอรมันที่อาศัยและทำงาน อยู่ ณ กรุงริโอ เดอ จาไนโร ประเทศบราซิล  ดร. ปีเตอร์ ยุงเง่อ ภัณฑารักษ์ด้านผลงานสะสมจากทวีปอัฟริกา ดร. วิโอล่า เคอนิก ผู้อำนวยการ พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยา เบอร์ลิน  ภัณฑารักษ์ได้กล่าวถึงนิทรรศการนี้ว่า เป็นนิทรรศการศิลปะที่ต่อยอดมาจาก นิทรรศการต้นตำรับ “นักมายากลแห่งผืนพิภพ หรือ Les Magiciens de la Terre ( ถือว่าเป็นนิทรรศการรุ่นบุกเบิกในการนำเสนองานศิลปะทุกยุคสมัย จัดแสดงร่วมกันตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงร่วมสมัย ในปี พ.ศ. 2532 ณ ปารีส ประเทศฝรั่งเศส)  จนถึงบัดนี้เป็นเวลากว่ายี่สิบปี นิทรรศการ “The Tropics – Views from the Middle of the Globe” ได้ถือกำเนิดขึ้นด้วยความพยายามสืบค้นหากระแสพลังงานแหล่งใหม่  รวมไปถึงสถานการณ์ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นอย่างคลุมเคลือระหว่างสองซีกโลก ในห้วงเวลาแห่งความตึงเครียด  เพื่อต้องการแสวงหาความร่วมมือ และลดผลกระทบของอิทธิพลทางวัฒนธรรม  นิทรรศการนี้เคยสัญจรตามเมืองต่างๆ เช่น บราซิเลีย. ริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เคปทาวน์  สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ และเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี


 พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยาในเบอร์ลิน มีชื่อเสียงอยู่ในลำดับชั้นต้นๆ ท่ามกลางพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ระดับโลก ในด้านการสะสมผลงานศิลปะและวัตถุโบราณ ที่มีต้นกำเนิดครอบคลุมตั้งแต่ทวีปแอฟริกา, เอเชีย, โอเชียเนีย และอเมริกาย่านศูนย์สูตร  นิทรรศการนี้ ได้นำเอาผลงานสะสมศิลปะและวัตถุโบราณจากคลังสะสมของพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยาในเบอร์ลิน เพื่อเป็นการเปิดวิวาทะระหว่างศิลปินร่วมสมัยจากทวีปอเมริกาใต้, ยุโรป, แอฟริกา และเอเชีย ผลงานศิลปะทั้งใหม่และเก่าเดินทางมาบรรจบกัน ณ ที่แห่งเดียว  ตราบเท่าที่การแสดงดังกล่าวยังเป็นที่รับรู้ในฐานะนิทรรศการศิลปะ  โดยเบื้องต้น ผลงานยุคเก่ากว่าก็ยังถูกคัดสรรด้วยเกณฑ์ทางสุนทรียศาสตร์ด้วยเช่นกัน  โดยทั่วไป นิทรรศการเพียรพยายามที่จะฟื้นฟูสุนทรียศาสตร์ตามแบบศูนย์สูตรให้เกิดขึ้นใหม่  เพื่อที่จะขับเน้นแง่มุมทางวัฒนธรรมของย่านศูนย์สูตร เพื่อให้ต้านทานกับวาทกรรมทางเศรษฐกิจและการเมืองในเชิงลบที่แผ่คลุมภูมิภาคแห่งนี้ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง


การฟื้นฟูสุนทรียศาสตร์ตามแบบศูนย์สูตรในฐานะเป็นสิ่งประกอบสร้างจากมุมมองของยุโรปที่ว่านี้   เป็นทั้งความพยายามจะไขความกระจ่างให้กับสิ่งประกอบสร้างที่กล่าวมา พร้อมกันนี้ก็ยังเป็นการพิจารณามันในฐานะหัวข้อวาทกรรมเกี่ยวกับเขตศูนย์สูตร  ความพะวักพะวงที่สืบทอดต่อกันมานี้ เปลี่ยนไปเป็นความกระจ่างชัดด้วยแนวทางที่หลากหลายจากภัณฑารักษ์ทั้งสามคน ดร. อัลฟองส์ ฮุก ไม่เพียงแค่เสนอผลงานศิลปินร่วมสมัยที่มาจากเขตศูนย์สูตรเท่านั้น แต่ยังรวมผลงานจากศิลปินที่ไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นจากแหล่งดังกล่าว แต่ยังคงหยิบยกเรื่องของเขตศูนย์สูตรมาเป็นเนื้อหาในผลงาน  ดร. วิโอล่า เคอนิก ตระเตรียมผลงาน และผ้าทอ ภายใต้หัวข้อ “หลากสีสันและสรรพสำเนียงจากเขตศูนย์สูตร” ทั้งนี้ก็เพื่อจะทำให้เกิดความเป็นไปได้ในการสืบสาวถึงร่องรอยลักษณะร่วมที่ไม่ซ้ำแบบใครของงานศิลปะที่มากจากเขตศูนย์สูตร   ในอีกมุมหนึ่ง แนวทางของ ดร. ปีเตอร์ ยุงเง่อ นั้นเต็มไปด้วยความสนเท่ห์และกังขา ต่อผลงานทั้งหลายที่อยู่ในแนวเนื้อหาทั้งสามประการ (ธรรมชาติ มนุษย์ และ อำนาจทางการเมือง) ซึ่งเขาคัดสรร นับเป็นหนึ่งตัวอย่างของรูปแบบงานศิลปะที่แตกต่างออกไป ซึ่งมีเอกลักษณ์ร่วมที่เป็นแนวทางการทำงานจากทั้งสามคน   เพื่อค้นหาวัฒนธรรมที่พบเห็นได้ในอาณาบริเวณศูนย์สูตรตามการจำแนกในเชิงภูมิศาสตร์


นิทรรศการได้จัดแบ่งโครงสร้างออกเป็นหลายส่วน แต่ละส่วนอ้างอิงไปถึงบทหนึ่งที่จั่วหัวไว้ในผลงาน “มิโธโลจิกา” ของนักมานุษยวิทยา และชาติพันธุ์วิทยาชาวฝรั่งเศส  โคล้ด-เลวี สโตร้ส (Claude Lévi-Strauss)  ทั้งหมดเริ่มจาก “ภายหลังความชุ่มฉ่ำของฝนห่าใหญ่” เป็นบทหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและภูมิประเทศ    ผลงานจากยุคก่อนสมัยใหม่ในนิทรรศการสัมผัสหรือมุ่งเข้าหาแง่มุมต่างๆ ในธรรมชาติ ระดับที่หนึ่ง คือภาพพจน์ที่รับรู้ได้ในเชิงอุปมาอุปไมย ระดับที่สอง คือการสร้างภาพตัวแทนของสรรพชีวิตที่ดำรงอยู่ในธรรมชาติ, ในสิ่งแวดล้อมของอารยธรรมมนุษย์  ทั้งในด้านที่คุกคามทำร้ายและเกื้อหนุนมวลมนุษย์ ภูมิประเทศของเขตศูนย์สูตร 


ผลงานศิลปะที่เข้าร่วมแสดงประกอบด้วยผลงานเก่าจากประเทศ เม็กซิโก ไอวอรี่ โคสต์ มาลี สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก โบลิเวีย แคมารูน ไนจีเรีย กาน่า อินเดีย และอินโดนีเซีย จากคลังสะสมของพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยา เบอร์ลิน ซึ่งจะนำมาจัดแสดงร่วมกับผลงานภาพถ่าย และ วีดีโอ อาร์ต ของศิลปินร่วมสมัยระดับนานาชาติ คือ  โทมัส      สทรุท, วงศ์ เผ่าพานิช, เชอร์มาน ออง, มาร์คอส ชาเวส, มาแซล โอเด็นบาค, ดินห์ คิว เลห์, ทีโอ เอเชตู, และ พิลาร์ อัลบาราซิน 


นิทรรศการนี้ได้รับการสนับสนุนจาก มูลนิธิเจมส์ เอช ดับเบิลยู ทอมป์สัน  จิม ทอมป์สัน บริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด สถาบัน เกอเธ่ กรุงเทพ คอลัมภ์ แบ็งค็อก คุณดิศพล จันศิริ  พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยา เบอร์ลิน และ Kulturstiftung des Bundes เยอรมนี