Jim Thompson Art Center

EN TH
string(2) "en"
Living in an Elastic Time cover
Living in an Elastic Time cover title

Exhibitions / Jim Thompson Art Center

EN TH

ชีวิต เวลา ยืดหยุ่น (Living in an Elastic Time)

ภัณฑารักษ์: กฤติยา กาวีวงศ์ และอังกฤษ อัจฉริยโสภณ

ศิลปิน: ออล(โซน), ดอนหมูดิน, Foundisan, สตูดิโอมือจา, จารุพัชร อาชวะสมิต, เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา, สิตา อินใหญ่, มิตร ใจอินทร์, ปรีชา การุณ, แสง ลือสุวรรณ x คำจันทร์ ยาโน, ธารวิชชา หมื่นชำนาญ, กูซอฟียะฮ์ นิบือซา, จักรวาล นิลธำรงค์, ธนิษฐา นันทาพจน์, สมลักษณ์ ปันติบุญ, วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์, ศิริศักดิ์ แซ่โง้ว, พินรี สัณฑ์พิทักษ์, พิม สุทธิคำ, นิธี สุธรรมรักษ์, ฤดี ตันเจริญ, จฬรรณ์ ถาวรนุกูลพงศ์, ทรงเดช ทิพย์ทอง, ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช x ยายแบ่ง สนใหม่, เพลินจันทร์ วิญญรัตน์, กฤษณ์ เย็นสุดใจ

นิทรรศการ ชีวิต เวลา ยืดหยุ่น เดิมได้รับการพัฒนาในฐานะนิทรรศการของประเทศไทยเพื่อจัดแสดงตามรับเชิญในเทศกาลช็องจู คราฟต์ เบียนนาเล่ ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 การจัดแสดงนิทรรศการในครั้งนี้ที่กรุงเทพมหานคร มิใช่การนำเสนอซ้ำ หากเป็นการร้อยเรียงและตีความใหม่ภายใต้บริบทของพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับบทสนทนาว่าด้วยประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณของหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สันและพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน 

นิทรรศการตั้งต้นจากการมองงานหัตถศิลป์ในฐานะการปฏิบัติทางสังคม พร้อมทั้งตั้งคำถามต่อความเข้าใจเรื่องเวลาในสังคมไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมิได้ดำเนินไปอย่างเป็นเส้นตรงหรืออยู่ภายใต้ตรรกะอุตสาหกรรม หากเป็นเวลาที่มีความยืดหยุ่น หมุนเวียน ซ้อนทับ และหยั่งรากอยู่ในพิธีกรรม แรงงาน และความต่อเนื่องของชุมชน ช่างฝีมือและศิลปินร่วมสมัยทำงานข้ามรุ่น เชื่อมประสานระหว่างเทคนิคที่สืบทอดกันมากับความเร่งเร้าของชีวิตสมัยใหม่ งานหัตถศิลป์จึงมิได้เป็นเพียงพื้นที่แห่งการใคร่ครวญ หากยังเป็นรูปแบบของการต่อต้าน ด้วยการยืนยันจังหวะที่ช้าลง ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติ และการดำรงอยู่ร่วมกัน อันเป็นการทวนกระแสความเร่งรัด การทำให้เป็นสินค้า และการเลือนหายทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในสังคมร่วมสมัย

นิทรรศการนี้พิจารณาเส้นแบ่งที่พร่าเลือนระหว่างงานหัตถศิลป์ไทยแบบดั้งเดิมกับศิลปะร่วมสมัย ภายใต้โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แม้กรอบคิดแบบสมัยใหม่เคยแยกงานหัตถศิลป์ออกจากวิจิตรศิลป์อย่างชัดเจน แต่รากฐานความคิดสร้างสรรค์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับเผยให้เห็นความต่อเนื่องที่ลื่นไหล ซึ่งประสานประวัติศาสตร์ จิตวิญญาณ การอนุรักษ์ การทวงคืน และการทดลองเข้าไว้ด้วยกัน แม้ในบริบทที่ความต่อเนื่องดังกล่าวอาจเคยถูกตัดขาดหรือสั่นคลอน ในบริบทนี้ งานหัตถศิลป์จึงมิได้รับการทำความเข้าใจเพียงในฐานะการผลิตวัตถุเพื่อการใช้สอย หากเป็นการปฏิบัติทางสังคมที่เกื้อหนุนการถ่ายทอดวัฒนธรรม การธำรงความทรงจำร่วม การใคร่ครวญเชิงปรัชญา และการแสดงออกถึงการต่อต้านต่อโครงสร้างลำดับชั้นที่เคยลดทอนคุณค่าของงานช่างฝีมือ

นิทรรศการจัดวางผ่านสามหัวข้อที่ถักทอประสานกัน โดยเคลื่อนจากขนบการปฏิบัติแบบดั้งเดิมสู่รูปแบบการสร้างสรรค์ร่วมสมัย พร้อมกับคลี่คลายพื้นที่จัดแสดงออกไปทั่วทั้งหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สันต์ และสวนโดยรอบ ตลอดจนห้องสมุดวิลเลียม วอร์เรน หัวข้อแรก Creating Without a Time Limit มุ่งสำรวจแนวคิดเรื่องการสร้างสรรค์ที่มิได้ถูกจำกัดด้วยกรอบเวลา เน้นกระบวนการอันยาวนานซึ่งช่างฝีมือชั้นครูใช้ธำรงและสืบทอดเทคนิคบรรพชน ไม่ว่าจะเป็นงานแกะสลักไม้ การทอผ้า การหล่อสำริด การเชิดหุ่น งานสิ่งทอ และเครื่องปั้นดินเผา ศิลปินร่วมสมัยบางส่วนได้ต่อยอดสายธารเหล่านี้ อาทิ ผลงานเขาวงกตขนาดใหญ่ของ วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากพระเวสสันดรชาดก ผลงานในหมวดนี้สะท้อนการสั่งสมทักษะอย่างค่อยเป็นค่อยไป ความแนบแน่นระหว่างกายกับวัสดุ และมิติทางจิตวิญญาณที่ปรากฏผ่านการทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง

หัวข้อที่สอง Techno Craft เปิดเผยการดำรงอยู่ร่วมกันของห้วงเวลาที่ซ้อนทับกัน ผ่านการตีความใหม่ซึ่งขนบงานหัตถศิลป์ด้วยเทคโนโลยีร่วมสมัย ศิลปินและนักออกแบบผสานกระบวนการดิจิทัลเข้ากับเทคนิคที่สืบทอดมาแต่เดิม ก่อให้เกิดรูปแบบลูกผสมที่ตอบสนองต่อทั้งแรงขับแห่งนวัตกรรมและภาวะแห่งการสูญหาย ผลงานในหมวดนี้จัดวางทั้งภายในและรายรอบเขาวงกต โดยหวนกลับไปพิจารณาขนบสิ่งทอผ่านภาพยนตร์ การออกแบบ และการทดลองเชิงวัสดุ ในบริบทดังกล่าว งานหัตถศิลป์จึงกลายเป็นพื้นที่สำหรับการระลึกถึง การปรับตัว และการจินตนาการใหม่ทางวัตถุ 

หัวข้อที่สาม Time Is the True Home of the Mind รวบรวมศิลปินซึ่งการทำงานของพวกเขาดำรงอยู่ในภาวะกึ่งกลางของเวลา อันหล่อหลอมด้วยสมาธิ จินตนาการ และความตระหนักรู้ทางนิเวศวิทยา การจัดวางบางส่วนจำลองบรรยากาศเสมือนพื้นที่นั่งเล่นภายในบ้าน เพื่อเน้นย้ำมิติของการใช้สอยและความใกล้ชิดที่งานหัตถศิลป์มีต่อชีวิตประจำวัน ผลงานในหมวดนี้เผยให้เห็นการอยู่ร่วมกันของศิลปะและงานหัตถศิลป์ในบริบทไทย ซึ่งมิได้แยกขาดจากกัน หากเกื้อหนุนกันในการธำรงองค์ความรู้ทางวัฒนธรรม พร้อมทั้งตั้งคำถามต่อกรอบลำดับชั้นที่เคยผลักงานช่างฝีมือให้ไปอยู่ชายขอบของประวัติศาสตร์ศิลปะ

ต่อเนื่องจากมรดกความคิดของ พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน และ หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ซึ่งตั้งอยู่บนความสนใจต่อทั้งขนบหัตถศิลป์และนวัตกรรมร่วมสมัย ผลงานของศิลปินและช่างฝีมือรุ่นปัจจุบันได้รับการจัดวางกระจายอยู่ทั่วทั้งเรือนไทยประวัติศาสตร์และสวนอันร่มรื่นโดยรอบ การจัดวางเช่นนี้มิได้เป็นเพียงการเชื่อมโยงพื้นที่ หากเป็นการสร้างบทสนทนาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ระหว่างความทรงจำกับการตีความใหม่ การนำเสนอครั้งนี้จึงวางตำแหน่ง ชีวิต เวลา ยืดหยุ่น ในฐานะการใคร่ครวญถึงวิธีที่เวลาหล่อหลอมความทรงจำ แรงงาน และอัตลักษณ์ ผ่านความร่วมมือข้ามรุ่น นิทรรศการเชื้อเชิญผู้ชมให้พิจารณาว่าการดำรงอยู่ภายในเวลา การยืดขยายข้ามช่วงเวลา หรือแม้แต่การทวนกระแสเวลานั้น หมายความว่าอย่างไร พร้อมกันนั้นยังสะท้อนถึงทั้งความเปราะบางและความยืดหยุ่นของขนบธรรมเนียมท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็ว โดยเสนอให้งานหัตถศิลป์เป็นทั้งหลักยึดเหนี่ยวและสะพานเชื่อม ในยุคสมัยที่ทุกสิ่งอยู่ในภาวะเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง

นิทรรศการนี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทย และมูลนิธิ เจมส์ เอช. ดับเบิลยู. ทอมป์สัน กรุงเทพฯ และดีซี คอลเลคชั่น

  • 1

กฤติยา กาวีวงศ์

เชียงราย และกรุงเทพฯ ประเทศไทย

ภัณฑารักษ์

กฤติยาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Project 304 พื้นที่ศิลปะทางเลือกในกรุงเทพมหานคร ระหว่างปี พ.ศ. 2539–2545 และได้คิวเรทนิทรรศการที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงทางสังคมนับตั้งแต่ยุคสงครามเย็น โครงการสำคัญ ได้แก่ Under Construction ที่ Tokyo Opera City Gallery และ Politics of Fun ณ กรุงเบอร์ลิน ซึ่งเธอทำงานร่วมกับภัณฑารักษ์จากหลากหลายภูมิภาค

กฤติยาเป็นภัณฑารักษ์นิทรรศการเดี่ยวของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เรื่อง “The Serenity of Madness” ซึ่งได้เดินทางจัดแสดงในหลายประเทศทั่วโลก และเป็นหนึ่งในทีมภัณฑารักษ์ของกวางจู เบียนนาเล่ครั้งที่ 12 (2561) เธอเป็นผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ร่วมของนิทรรศการนานาชาติ “เปิดโลก” ในงานมหกรรมศิลปะมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ครั้งที่ 3 (2566)

โครงการล่าสุด ได้แก่ I understand everything (2568) นิทรรศการผลงานย้อนหลังของ อัลมากุล เมนลิบาเยวา ณ Almaty Museum of Art เมืองอัลมาตี คาซัคสถาน และ Living in an Elastic Time (2568) นิทรรศการประจำประเทศในงาน Cheongju Craft Biennale ประเทศเกาหลีใต้ ในปี พ.ศ. 2568
เธอเป็นผู้เข้าร่วมโครงการ Center for Curatorial Leadership ที่ MoMA ในนครนิวยอร์ก ในปี พ.ศ. 2561 และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เธอดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการพิจารณาจัดซื้อผลงานศิลปะเข้าคอลเลกชันของพิพิธภัณฑ์ศิลปะสิงคโปร์ กฤติยาได้รับรางวัล Chevalier de l’Ordre des Arts et des Lettres (2566) รางวัล Audrey Irmas Award for Curatorial Excellence (2568) และรางวัลสตรีดีเด่น ด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ประจำปี พ.ศ. 2569 จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน กรุงเทพฯ

อังกฤษ อัจฉริยโสภณ

เชียงราย ประเทศไทย

ภัณฑารักษ์

อังกฤษสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เขาเป็นศิลปินทัศนศิลป์ ภัณฑารักษ์อิสระ และผู้ก่อตั้งพื้นที่ศิลปะสองแห่ง ได้แก่ อังกฤษ แกลเลอรี่ (เชียงราย, พ.ศ. 2551–2559) และ ARTIST+RUN (กรุงเทพฯ, พ.ศ. 2559–2564)
ผลงานในช่วงแรกของเขาสำรวจความซับซ้อนของอัตลักษณ์และวัฒนธรรมไทยผ่านสื่อที่หลากหลาย โดยปรากฏในนิทรรศการสำคัญ เช่น Faces of Thai (2001) และ The Perfect English Gentleman (2006) ภายหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2549 แนวทางการทำงานของเขาได้เปลี่ยนไปสู่การพิจารณาความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สภาวะร่วมสมัย และความซับซ้อนของการรับรู้ ผ่านงานจิตรกรรมและภาพถ่าย ดังเช่น The Elusive Memories (2013) และ Shades of Red (2017)
ในช่วงการทำงานระยะหลัง โดยเฉพาะหลังการระบาดของโควิด-19 อัจฉริยโสภณให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของความไม่แน่นอนและความเปลี่ยนแปลง ทั้งในระดับปัจเจก สังคม และสิ่งแวดล้อม เขาพัฒนากระบวนการทำงานศิลปะที่เปิดกว้าง ยืดหยุ่น ผสานเทคนิคจิตรกรรมหลากหลายรูปแบบเข้ากับการจัดวางเชิงพื้นที่ (site-specific installation) ซึ่งเปิดพื้นที่ให้เกิดปฏิสัมพันธ์ที่ไม่คาดคิดระหว่างเวลา ชีวิต และประสบการณ์ ปัจจุบันเขาพำนักอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี และยังคงดำเนินการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอย่างต่อเนื่อง

ออล(โซน)

กรุงเทพฯ ประเทศไทย

ศิลปิน

ก่อตั้งขึ้นในปี 2552 ออล(โซน) เป็นสตูดิโอที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตอันมีพลังของมหานครในเขตร้อน ผลงานของพวกเขาสะท้อนการออกแบบร่วมสมัยที่มีลักษณะพื้นถิ่น สร้างสรรค์พื้นที่ที่โปร่งเบา สนุกสนาน และยั่งยืน ให้ทุกคนรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน โครงการเด่นได้แก่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้รับรางวัล Best New Museum ในปี 2560 ทั้งนี้ ออล(โซน) ยังได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน 100+ Best Architecture Firms โดย Domus และได้รับการจัดอันดับใน Monocle’s Top 50 Design Awards ด้วยเช่นกัน

ผลงานของสตูดิโอได้รับการนำเสนอในระดับนานาชาติ อาทิ พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์, ชิคาโกอาร์คิเท็กเจอร์เบียนนาเล่, พิพิธภัณฑ์งานออกแบบวิทรา, มิลานไตรเอนเนียล, ชาร์จาห์อาร์คิเทคเจอร์ไตรเอนเนียล, เมลเบิร์นพาวิลเลียน, ไทยแลนด์เบียนนาเล่เชียงราย และ เวนิชเบียนนาเล่

ดอนหมูดิน

สกลนคร ประเทศไทย

ศิลปิน

วัลรียา เพ็งสว่าง ผู้ก่อตั้ง ดอนหมูดิน สร้างสรรค์ผลงานเครื่องปั้นแต่ละชิ้นด้วยความหลงใหลในงานหัตถกรรมมาตั้งแต่ปี 2558 คอลเล็กชันของเธอประกอบด้วยชาม จาน ถ้วย และเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารอื่น ๆ ที่ไม่เพียงใช้งานได้จริง แต่ยังงดงามราวผลงานศิลปะ วัลรียาเรียกงานของตัวเองว่า “Conceptual Ware” เพราะเชื่อว่าทุกมื้ออาหารควรเป็นประสบการณ์ที่กระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งหมด

ขอเชิญเลือกชมผลงาน และเติมความอบอุ่นให้โต๊ะอาหารของคุณด้วยงานทำมือที่เป็นเอกลักษณ์ ดอนหมูดิน นำเสนอเครื่องปั้นดินเผาหลากหลายรูปแบบ ทุกชิ้นเป็นงานทำมือ เคลือบด้วยวัสดุธรรมชาติ และเป็นเนื้อสโตนแวร์ สตูดิโอของฉันตั้งอยู่ที่จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นแหล่งแรงบันดาลใจจากความงดงามของธรรมชาติรอบตัวฉัน

Foundisan

อุบลราชธานี ประเทศไทย

ศิลปิน

อีฟ ณัฐธิดา พละศักดิ์ เป็นนักออกแบบแฟชั่น นักวิจัย และผู้ก่อตั้ง Zao และ Foundisan สองโครงการที่ตีความอัตลักษณ์วัฒนธรรมอีสานใหม่ผ่านงานออกแบบร่วมสมัยและศิลปะการปรุงอาหาร เดิมเป็นคนจังหวัดอุบลราชธานี ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เธอกลับบ้านเกิดหลังจากทำงานในวงการแฟชั่นที่กรุงเทพฯ มาหลายปี เพื่อเชื่อมโยงตัวเองกลับสู่รากเหง้า โดยอาศัยแรงบันดาลใจจากประเพณีของครอบครัว เธอฟื้นฟูสูตรอาหารดั้งเดิมของบรรพบุรุษและก่อตั้งร้านอาหาร Zao ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง พร้อมกันนั้น เธอยังเริ่มทำงานร่วมกับช่างหัตถกรรมในชนบท เพื่อชุบชีวิตงานทอผ้าแบบดั้งเดิมให้กลับมีชีวิตชีวาอีกครั้ง เชื่อมร้อยภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับความร่วมสมัยและมิติของการเล่าเรื่องได้อย่างงดงาม

สตูดิโอมือจา

เชียงใหม่ ประเทศไทย

ศิลปิน

สตูดิโอมือจา ก่อตั้งโดย ระพีพัฒน์ “ปูน” แก้วทิพย์ เป็นพลังใหม่ที่กำลังเติบโตในวงการงานคราฟต์ร่วมสมัยของไทย ชื่อสตูดิโอ “มือจา” ซึ่งหมายถึง “มือด้าน” ในภาษาถิ่นเหนือ เป็นการให้เกียรติช่างฝีมือผู้เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการสร้างสรรค์

สตูดิโอตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยระพีพัฒน์ได้รับแรงบันดาลใจอย่างลึกซึ้งจากรากเหง้า ผสานองค์ประกอบจากธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับงานออกแบบได้อย่างกลมกลืน ผลงานของสตูดิโอมือจาทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างงานหัตถกรรมดั้งเดิมและสุนทรียะร่วมสมัย

ระพีพัฒน์ ผู้ซึ่งฝึกฝนทักษะการทำเฟอร์นิเจอร์ด้วยตนเองผ่านบทเรียนออนไลน์หลังจบการศึกษาในปี 2564 ให้ความสำคัญกับรายละเอียดอันประณีตและการพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่องในทุกชิ้นงาน

จารุพัชร อาชวะสมิต

เชียงใหม่ ประเทศไทย

ศิลปิน

จารุพัชร อาชวะสมิต เป็นนักออกแบบวัสดุและศิลปินผู้มีวิสัยทัศน์ซึ่งทำงานอยู่ที่เชียงใหม่ การปฏิบัติทางศิลปะของเธอซึ่งเริ่มต้นอย่างเข้มข้นในช่วงการแพร่ระบาด ได้พลิกกรอบความคิดเกี่ยวกับ “วัสดุ” ให้กลายเป็นคลังบันทึกของการแปรเปลี่ยน โดยสำรวจถึงระดับพันธะโมเลกุลเพื่อสร้างสรรค์โลหะทอที่ไม่เหมือนใคร

ในฐานะผู้ก่อตั้ง Ausara แพลตฟอร์มด้านนวัตกรรมวัสดุยั่งยืน จารุพัชรทำงาน ณ จุดตัดระหว่างการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์และจินตนาการเชิงกวี การศึกษาในระดับนานาชาติและการทำงานร่วมกับองค์กรต่าง ๆ เช่น กลุ่มการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD), จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) และ อเล็กซานเดอร์ ลามอนท์ (Alexander Lamont) สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเธอต่อประเด็นนิเวศและสังคม และก่อรูปเป็นอัตลักษณ์ทางศิลปะที่มีความเป็นสากลและรับผิดชอบอย่างลึกซึ้ง

เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา

ปัตตานี ประเทศไทย

ศิลปิน

เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา เป็นนักออกแบบผู้มีวิสัยทัศน์ซึ่งผ่านการศึกษาด้านการออกแบบจากปารีส และเป็นพลังสำคัญในพื้นที่ชายแดนใต้ของไทย เขาก่อตั้ง Benjametha Ceramic โรงงานเซรามิกแห่งแรกของภูมิภาค ซึ่งหยั่งรากลึกในผืนดินท้องถิ่นและสะท้อนวิถีชีวิตไทยมุสลิม นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง LEPAS องค์กรที่มุ่งฟื้นฟูผ้าลือปัส (kain lepas) อันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของพื้นที่

ความผูกพันกับธรรมชาติในวัยเด็กและโรงงานอิฐของบิดา จุดประกายความหลงใหลในงานออกแบบและนำทางเขาไปสู่การแปรเปลี่ยนดินปัตตานีให้กลายเป็นงานเซรามิกอันประณีต ผลงานของเขาเชื่อมโลกแห่งศรัทธาและผืนดินเข้าไว้ด้วยกัน รักษามรดกทางวัฒนธรรมผ่านการใช้วัสดุท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์และร่วมสมัย

สิตา อินใหญ่

กรุงเทพฯ ประเทศไทย

ศิลปิน

สิตา อินใหญ่ สร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่เป็นหลักฐานแห่งความประณีตบรรจงและการใคร่ครวญภายในอย่างลึกซึ้ง กระบวนการสร้างงานของเธอคล้ายการทำสมาธิอย่างมีสติที่พินิจพิจารณาร่างกายมนุษย์และความเชื่อมโยงอันซับซ้อนของมัน เธอใช้เทคนิคที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน เช่น การถักโครเชต์ ถักนิตติ้ง ผูก มัด และทอ โดยใช้วัสดุหลากหลายชนิด โดยเฉพาะเส้นไหมและเส้นโลหะ เพื่อก่อร่างเป็นรูปทรงอันละเอียดอ่อนและซับซ้อน ความประณีตและความแม่นยำที่ต้องอาศัยความอดทนอย่างสูงนี้ เป็นรากฐานสำคัญของแนวคิดภายในผลงานของเธอทุกชิ้น

มิตร ใจอินทร์

เชียงใหม่ ประเทศไทย

ศิลปิน

มิตร ใจอินทร์ เติบโตที่สันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ที่มีชื่อเสียงด้านงานหัตถกรรมดั้งเดิม และได้รับแรงบันดาลใจอย่างลึกซึ้งจากผิวสัมผัส สีสัน และจังหวะของบ้านเกิด แนวปฏิบัติทางศิลปะของเขาเชื่อมระหว่างงานจิตรกรรมและประติมากรรม สร้างความพร่ามัวกับเส้นแบ่งระหว่างศิลปะร่วมสมัยกับความงามแบบพื้นถิ่น มรดกด้านผ้าทอ เครื่องปั้น และเครื่องเขินของสันกำแพงส่งอิทธิพลต่อความเป็นงานสัมผัสในผลงานของเขา ชั้นสีที่ถูกปาดและทับซ้อนกันให้ความรู้สึกราวเส้นใยผ้าหรือผ้าย้อมสี ขณะที่รูปทรงปะติดปะต่อจากกระดาษ (papier-mâché) สะท้อนความใกล้ชิดของงานหัตถกรรมในชีวิตประจำวัน เขาใช้เวลาหลายปีในเวียนนา ประเทศออสเตรีย ทำงานร่วมกับศิลปินยุโรปที่มีชื่อเสียง เช่น ฟรานซ์ เวสต์ (Franz West) หลังจากกลับมาไทย เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งเทศกาลศิลปะสาธารณะ เชียงใหม่จัดวางสังคม ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นต่อการมีส่วนร่วมทางสังคมอย่างลึกซึ้ง

ปรีชา การุณ

มหาสารคาม ประเทศไทย

ศิลปิน

ปรีชา การุญ เป็นศิลปินและอาจารย์ผู้พำนักอยู่ในจังหวัดมหาสารคาม ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปีในวงการละคร เขามีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟู “หมอลำหุ่นกะติ๊บ” ศิลปะหุ่นพื้นบ้านที่ใช้ภาชนะใส่ข้าวเหนียวเป็นวัสดุหลัก เมื่อกลับคืนสู่รากเหง้าภาคอีสาน ปรีชาได้แปรเปลี่ยนวัสดุพื้นถิ่นธรรมดาให้กลายเป็นหุ่นที่เต็มไปด้วยพลังทางการแสดง โดยมักอ้างอิงจากเรื่องรามเกียรติ์หรือรามายณะ เพื่อใช้เป็นสื่อสื่อสารและฟื้นฟูเยาวชนที่อยู่ระหว่างการบำบัดจากปัญหายาเสพติด วิธีการสร้างสรรค์ของเขาผสานความงามดั้งเดิมเข้ากับการวิพากษ์สังคมร่วมสมัยได้อย่างเป็นเอกลักษณ์ ผลงานของปรีชาแสดงให้เห็นอย่างทรงพลังว่า มรดกวัฒนธรรมสามารถถูกตีความใหม่ให้เป็นเครื่องมือแห่งการเยียวยา การเสริมพลัง และการพัฒนาชุมชน นำงานฝีมือโบราณกลับมามีชีวิตอีกครั้งสำหรับคนรุ่นใหม่

แสง ลือสุวรรณ x คำจันทร์ ยาโน

เชียงราย ประเทศไทย

ศิลปิน

คำจันทร์ ยาโน เป็นช่างแกะสลักไม้ผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นเป็นพิเศษ เขาเป็นที่รู้จักจากความสามารถในการเปลี่ยนไม้ที่ถูกทิ้งอย่างไร้ค่าให้กลายเป็นเรื่องราวเคลื่อนไหวอันละเอียดลึกซึ้งของชีวิตชนบทไทย เขาเรียนรู้ศาสตร์การแกะสลักจากคุณปู่คือ แสง ลือสุวรรณ ผู้บุกเบิกงานแกะสลัก ด้ามทัพพีไม้ และสืบทอดทักษะการทำให้วัสดุธรรมดาดูอ่อนช้อย เปี่ยมอารมณ์ขัน และเปี่ยมชีวิตชีวา

อัจฉริยภาพอันเป็นเอกลักษณ์ของคำจันทร์อยู่ที่การผนวกระบบกลไกอันซับซ้อนเข้าไปในงานไม้ ทำให้ตัวละครสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างน่าประหลาดใจและเป็นธรรมชาติ ผลงานของเขาครอบคลุมตั้งแต่ชิ้นแกะสลักขนาดเล็กไปจนถึงงานติดตั้งที่เคลื่อนไหวได้ และถูกนำไปจัดแสดงในระดับนานาชาติ ช่วยสืบทอดและทำให้มรดกหัตถกรรมอันล้ำค่ารวมถึงจิตวิญญาณของคนรุ่นก่อนยังคงก้องกังวานในยุคปัจจุบัน

ธารวิชชา หมื่นชำนาญ

เชียงใหม่ ประเทศไทย

ศิลปิน

ธารวิชชา “โก๊ะ” หมื่นชำนาญ หรือที่รู้จักในนามศิลปิน โก๊ะเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงซึ่งทำงานอยู่ในเชียงใหม่ ในวัย 44 ปี เขาอุทิศตนให้กับการฝึกฝนงานสานหวายแบบดั้งเดิมมากว่าสองทศวรรษ และได้ถ่ายทอดทักษะดังกล่าวสู่รูปแบบร่วมสมัยที่โดดเด่นภายใต้แบรนด์ “PhM GogH (ผมโก๊ะ)”

โก๊ะแปรเปลี่ยนหวาย วัสดุพื้นถิ่นที่เรียบง่ายให้กลายเป็นประติมากรรมอันวิจิตรลึกซึ้งทางจิตวิญญาณ โดยเฉพาะผลงานพระพุทธรูปที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา เขาตั้งใจข้ามกรอบของงานเฟอร์นิเจอร์แบบดั้งเดิม เพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะที่สะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมและแก่นทางจิตวิญญาณอย่างลึกซึ้ง เชื่อมผู้คนข้ามรุ่นผ่านวิสัยทัศน์ทางศิลป์อันเฉพาะตัว

กูซอฟียะฮ์ นิบือซา

ปัตตานี ประเทศไทย

ศิลปิน

กูซอฟียะฮ์ นิบือซา เป็นศิลปินผู้มีความสามารถโดดเด่นในการสร้างประติมากรรมกระดาษแบบนูนต่ำอันประณีต ผลงานของเธอถ่ายทอดมุมมองส่วนตัวอย่างลึกซึ้งต่อภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมอันหลากหลายของจังหวัดปัตตานี การใช้ชีวิตในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งเป็นชุมชนมุสลิมเป็นส่วนใหญ่และถูกผนวกเข้าสู่สยามตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 พื้นที่ที่เคยเผชิญความไม่สงบและอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกยาวนานกว่า 20 ปี ทำให้กูซอฟียะฮ์เลือกถ่ายทอดภาพอีกด้านหนึ่งของบ้านเกิด ผ่านเทคนิคที่หลากหลาย เช่น การตัดกระดาษ งานพิมพ์ และการใช้สเตนซิล เธอนำเสนอความหลากหลายของวัฒนธรรมและความเข้มแข็งของผู้คน เพื่อตอบโต้ภาพจำกระแสหลักที่มักมีต่อพื้นที่นี้
กูซอฟียะฮ์ยังเชิดชูความงดงามในชีวิตประจำวัน และความกลมกลืนข้ามวัฒนธรรมที่มักถูกมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ซึ่งมีพลวัตซับซ้อนเช่นนี้ ในฐานะสมาชิกกลุ่ม Muslimah Collective (กลุ่มศิลปินสตรีมุสลิม) เธอได้รับแรงบันดาลใจจากมรดกอิสลาม นำลวดลายผ้าดั้งเดิมและฉากตลาดอันคึกคักมาผสานในผลงาน ศิลปะของกูซอฟียะฮ์เฉลิมฉลองชีวิตของชุมชนที่มักไม่ถูกมองเห็น เผยให้เห็นความงดงามและความหลากหลายอันลึกซึ้งที่ดำรงอยู่ภายในพวกเขา

จักรวาล นิลธำรงค์

กรุงเทพฯ ประเทศไทย

ศิลปิน

จักรวาล เป็นศิลปินและผู้กำกับภาพยนตร์ สำเร็จการศึกษาระดับศิลปบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยศิลปากร กรุงเทพฯ (2543) และศิลปมหาบัณฑิต จากโรงเรียนแห่งสถาบันศิลปะชิคาโก สหรัฐอเมริกา (2549) ในช่วงปี 2550–2551 เขาเข้าร่วมโครงการศิลปินในพำนักที่ Rijksakademie van Beeldende Kunsten กรุงอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์

ผลงานของจักรวาลครอบคลุมทั้งภาพยนตร์สั้น สารคดี วิดีโออินสตอลเลชัน และภาพยนตร์ขนาดยาว โดยมักสำรวจประเด็นทางปรัชญาตะวันออกในบริบทร่วมสมัย ผลงานของเขาถูกนำเสนอในเทศกาลภาพยนตร์และนิทรรศการศิลปะนานาชาติมากมาย เช่น เทศกาลหนังสารคดีนานาชาติยามากาตะ, ไทเปเบียนนาเล่ (2555), เทศการภาพยนตร์เบอรฺ์ลิน (กลุ่ม Forum Expanded), เทศกาลเบียนนาเล่นานาชาติด้านสื่อศิลปะและศิลปะร่วมสมัยโดยพิพิธภัณฑ์ศิลปะโซล (2557), เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโทรอนโต และอื่น ๆ อีกมาก
ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่อง Vanishing Point (2558) เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติรอตเทอร์ดัม ครั้งที่ 44 และได้รับรางวัลสูงสุดของเทศกาล Hivos Tiger Award ส่วนผลงานล่าสุด Anatomy of Time (2564) เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ครั้งที่ 78

ปัจจุบันเขาเป็นอาจารย์ประจำด้านภาพยนตร์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรุงเทพฯ

ธนิษฐา นันทาพจน์

เชียงใหม่ ประเทศไทย

ศิลปิน

ธนิษฐา นันทาพจน์ สำรวจความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนและบางครั้งเต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่าง “ความเปราะบาง” และ “พลังที่ซ่อนอยู่ภายใน” ผ่านผลงานประติมากรรมเซรามิกอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอ ซึ่งให้ทั้งความงามเชิงรูปทรงและความคิดเชิงปรัชญา เธอสำเร็จการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิต สาขาทัศนศิลป์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยมุ่งเน้นความคิดเรื่อง “การอนุรักษ์” ไม่ใช่ในฐานะการคงสภาพสิ่งเดิมอย่างหยุดนิ่ง หากแต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องของการซ่อมแซม ปะติดปะต่อ และฟื้นคืนสภาพอย่างพิถีพิถันอยู่เสมอ
ผลงานของเธอสื่อสารถึงแนวคิดที่ว่า “การแตกสลายไม่ใช่จุดจบ” หากเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของสภาวะหนึ่งไปสู่อีกสภาวะหนึ่งเป็นวัฏจักรของการเปลี่ยนรูปและการเกิดใหม่อย่างไม่รู้จบ

สมลักษณ์ ปันติบุญ

เชียงราย ประเทศไทย

ศิลปิน

สมลักษณ์ ปันติบุญ เป็นศิลปินเครื่องปั้นดินเผาผู้มีชื่อเสียง ผู้สร้างสรรค์ผลงานที่ผสมผสานความเชี่ยวชาญด้านงานปั้นแบบญี่ปุ่นซึ่งมีความประณีตเข้มงวด เข้ากับความละเมียดละไมแบบภาคเหนือของไทยได้อย่างงดงาม เส้นทางการทำงานศิลปะของเขาตั้งอยู่บนพื้นฐานของความชื่นชมอย่างลึกซึ้งต่อความงามตามธรรมชาติของดินและคุณค่าทางสัญลักษณ์ที่แฝงอยู่ภายใน

ผลงานของปันติบุญเชื่อมโยงกับโลกธรรมชาติอย่างแนบแน่น ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา หรือการนำโคลนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมาสร้างเป็นชิ้นงานที่สื่อถึงความไม่เที่ยงของสรรพสิ่งอย่างลุ่มลึก ปรัชญาการทำงานของเขา “ไม่ทำ ‘อะไรก็ตามให้กลายเป็นสิ่งใด’” มุ่งถ่ายทอดดินในฐานะภาชนะมีชีวิตที่เก็บบันทึกความทรงจำ ประวัติศาสตร์ และมรดกทางวัฒนธรรม พร้อมเชื้อเชิญให้ผู้ชมตั้งคำถามต่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมอย่างใคร่ครวญ

วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์

กรุงเทพฯ ประเทศไทย

ศิลปิน

วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ เป็นผู้มีความสามารถทั้งด้านสถาปัตยกรรมและศิลปะสื่อผสม สร้างสรรค์งานติดตั้งที่ไม่ใช่เพียงการนำเสนอภาพอันตระการตา แต่ยังขับเน้นประสบการณ์ทางความคิดและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง ผลงานติดตั้งรูปแบบเขาวงกตของเขา ซึ่งเป็นไฮไลต์ในงานเชียงใหม่ดีไซน์วีค คือการตีความประเพณีล้านนา “บุญผะเหวด” หรือ “บุญมหาชาติ” ในมิติร่วมสมัยได้อย่างทรงพลัง ประเพณีบุญผะเหวด หรือที่รู้จักในชื่อ “ฮีตเดือนสี่” คือพิธีกรรมสำคัญในเดือนสี่ของปฏิทินจันทรคติ ที่ชาวพุทธร่วมกันฟังเทศน์มหาชาติ ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวในชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์เมื่อเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร ก่อนจะบรรลุพระโพธิญาณและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เรื่องราวนี้เต็มไปด้วยการให้ทาน ความเสียสละ และอุดมการณ์อันสูงส่ง ผ่านงานติดตั้งของวิชญ์ ประเพณีอันเก่าแก่ถูกถ่ายทอดใหม่ในรูปแบบที่ร่วมสมัย สร้างพื้นที่ให้ผู้ชมได้สัมผัส สืบค้น และทำความเข้าใจเรื่องราวทางพุทธศาสนาและวัฒนธรรมล้านนาในมิติลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ศิริศักดิ์ แซ่โง้ว

เชียงใหม่ ประเทศไทย

ศิลปิน

ศิริศักดิ์ แซ่โง้ว เป็นศิลปินผู้มีรากฐานลึกซึ้งในประเพณีเครื่องปั้นดินเผาของเชียงใหม่ และสามารถก้าวข้ามขอบเขตดั้งเดิมของงานเซรามิกได้อย่างงดงาม แม้เขาจะเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากงานเครื่องใช้เซรามิกเชิงงานฝีมืออันประณีต แต่เส้นทางศิลปะของเขาได้พลิกผันอย่างสำคัญในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เมื่อการค้าขายตามตลาดหยุดชะงักอย่างกะทันหัน ศิริศักดิ์หันกลับมาสู่การสำรวจภายใน เขาเปลี่ยนสตูดิโอของตัวเองจากพื้นที่ผลิตงานให้กลายเป็นสถานที่แห่งการสร้างสรรค์เชิงใคร่ครวญและการสะท้อนความคิดอย่างลึกซึ้ง พัฒนาผลงานที่ก้าวไปไกลกว่าฟังก์ชันการใช้งาน และเปิดพื้นที่ใหม่ให้กับการตีความงานเซรามิกในฐานะศิลปะร่วมสมัย

พินรี สัณฑ์พิทักษ์

กรุงเทพฯ ประเทศไทย

ศิลปิน

พินรี สัณฑ์พิทักษ์ เป็นหนึ่งในศิลปินร่วมสมัยชั้นนำของเอเชีย ผู้มีชื่อเสียงจากการสำรวจและเฉลิมฉลองความเป็นสตรีผ่านรูปทรงพื้นฐานอย่างภาชนะ เต้านม
ไข่ และสถูป พินรีตั้งคำถามต่อบทบาทของเพศภาวะในประเพณีของพุทธศาสนา ผ่านการนำเสนอร่างกายของผู้หญิง โดยเฉพาะ เต้านม ในฐานะสถาปัตยกรรมศักดิ์สิทธิ์ เชื่อมโยงรูปทรงของร่างกายเข้ากับสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณอย่างสถูปผ่านผลงานสำคัญอย่างชุด Breast Stupa เธอได้ทวงคืนรูปทรงสตรีจากการถูกทำให้เป็นวัตถุ พร้อมเติมพลังทางจิตวิญญาณ อารมณ์ และความเป็นแม่ ลงในรูปทรงนั้น ก่อเกิดเป็นภาษาทัศนศิลป์ที่งดงามและเฉพาะตัว อันผสานสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้ากับความธรรมดาในชีวิตประจำวัน

พินรีทำงานหลากหลายแขนง ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม อินสตอลเลชัน และการแสดง โดยมีรากฐานจากความละเอียดอ่อนต่อวัสดุและประสบการณ์ของร่างกาย ผลงานของเธอได้รับการจัดแสดงอย่างกว้างขวาง ทั้งใน บางกอกอาร์ตเบียนนาเล่ (2566), เวนิสเบียนนาเล่ (2565), เซโตะอุจิไตรเอนเนียล (2562) และ ซิดนีย์เบียนนาเล่ ครั้งที่ 18 ปี 2555

Photo credit: Lee Wei Swee

พิม สุทธิคำ

กรุงเทพฯ ประเทศไทย

ศิลปิน

พิม สุทธิคำ เป็นศิลปินและช่างปั้นเซรามิกซึ่งทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ผลงานของเธอสำรวจความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนระหว่างการกระทำของมนุษย์และกระบวนการทางธรรมชาติ ผ่านการสร้างสรรค์ด้วยดิน ซึ่งเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวและแฝงศักยภาพของกาลเวลา แรงบันดาลใจจากรูปทรงทางอุตสาหกรรมและธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทำให้ผลงานของพิมพ์ไม่ได้เป็นเพียงการเลียนแบบรูปทรง หากแต่กลายเป็นสื่อในการทำความเข้าใจ การเปลี่ยนผ่านของเวลา และความคงทนของงานฝีมือมนุษย์ ภาชนะที่เธอสร้างขึ้นจากผืนดินของมหานครที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ชวนผู้ชมให้ครุ่นคิดถึงความเชื่อมโยงระหว่างประวัติศาสตร์มนุษย์กับพลังของธรรมชาติที่ยืนยงเหนือกาลเวลา

นิธี สุธรรมรักษ์

เชียงราย ประเทศไทย

ศิลปิน

นิธี สุธรรมรักษ์ หรือที่ชุมชนรู้จักในชื่อ “ป้านิ” คือช่างปักผ้าฝีมือเยี่ยมและผู้นำชุมชนอันเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ ผู้ซึ่งมีผลงานล้ำค่าที่ก้าวข้ามกรอบศิลปะดั้งเดิมอย่างงดงาม หลังจากกลับคืนสู่บ้านเกิดในจังหวัดเชียงราย เธอก่อตั้ง กลุ่มผ้าปักมือบ้านสันกอง ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาชุมชนและความมุ่งมั่นที่ไม่เคยเสื่อมถอย ศิลปะของนิธีโดดเด่นทั้งในด้านความประณีตของงานปักมือที่ละเอียดลออ หากแต่สิ่งที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า คือผลกระทบทางสังคมและการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่เธอมอบให้แก่ผู้คนรอบตัวและชุมชนโดยรวม ผลงานของเธอจึงเป็นทั้งศิลปะและพลังแห่งการเยียวยา การสร้างรายได้ และการเสริมพลังแก่ชุมชน สะท้อนความงดงามของภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ยังคงเติบโตอย่างมีชีวิตชีวา

ฤดี ตันเจริญ

กรุงเทพฯ ประเทศไทย

ศิลปิน

ฤดี ตันเจริญ เป็นศิลปินเครื่องประดับร่วมสมัยคนสำคัญของกรุงเทพฯ และผู้ก่อตั้ง Atelier Rudee ผู้มีวิสัยทัศน์โดดเด่นในการเชื่อมประเพณีงานฝีมือโบราณเข้ากับการแสดงออกทางศิลปะร่วมสมัยได้อย่างลึกซึ้ง เธอเป็นที่รู้จักจากการหลอมรวมเทคนิคเชิงประวัติศาสตร์เข้ากับแนวคิดร่วมสมัย จนเกิดเป็นผลงานที่มักอยู่ในรูปแบบของงานจัดวาง ซึ่งสร้างประสบการณ์ให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วม ด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับเหล่าช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ ฤดีสามารถสำรวจบทสนทนาที่ซับซ้อนระหว่างอดีตและปัจจุบัน ผลงานของเธอชวนให้ผู้ชมตั้งคำถามถึงวิธีที่เราปฏิสัมพันธ์กับมรดกทางวัฒนธรรมอันลุ่มลึก ตอกย้ำบทบาทของเธอในฐานะหนึ่งในเสียงสำคัญของศิลปะร่วมสมัยไทย

จฬรรณ์ ถาวรนุกูลพงศ์

ราชบุรี ประเทศไทย

ศิลปิน

จฬรรณ์ ถาวรนุกูลพงศ์ เป็นศิลปินผู้มุ่งมั่นทุ่มเทให้กับการอนุรักษ์ “หนังใหญ่” ศิลปะโบราณ ณ วัดขนอน จังหวัดราชบุรี เขาเริ่มต้นเรียนรู้จากบิดา ผู้เป็นครูหนังใหญ่ที่ได้รับการยกย่อง ก่อนจะพัฒนาทักษะให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นผ่านการศึกษาศิลปะแบบเป็นทางการ จฬรรณ์ประณีตบรรจงสร้างตัวหนังด้วยลวดลายอันละเอียดงดงาม โดยมักอ้างอิงจาก พระเวสสันดรชาดก ชุบชีวิตให้เรื่องราวสำคัญทางจิตวิญญาณเหล่านี้กลับมามีพลังร่วมสมัยอีกครั้ง นอกจากการสร้างตัวหนังขึ้นใหม่ เขายังทุ่มเทต่อการซ่อมแซมตัวหนังเก่า รวมถึงต่อยอดสู่การสร้างงานหัตถกรรมร่วมสมัยรูปแบบใหม่ เพื่อสืบสานและพัฒนาศิลปะหนังใหญ่ให้คงอยู่และเข้าถึงผู้ชมรุ่นปัจจุบันอย่างมีชีวิตชีวา

ทรงเดช ทิพย์ทอง

เชียงราย ประเทศไทย

ศิลปิน

ทรงเดช ทิพย์ทอง จบการศึกษาศิลปกรรมบัณฑิต สาขาจิตรกรรม คณะศิลปกรรม สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ปทุมธานี และศิลปมหาบัณฑิต สาขาศิลปะไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร กรุงเทพฯ ปัจจุบันพำนักอยู่ที่บ้านแม่คำสบเปิน อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ในฐานะศิลปินอิสระ และเป็นอาจารย์ สาขาวิชาพุทธศิลปกรรม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ทรงเดชเป็นศิลปินในแนวไทยประเพณีที่มีความโดดเด่น งานจิตรกรรมของเขาถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก ความศรัทธา อุดมคติ ของความเป็นล้านนาที่ผูกพันธ์กับพุทธศาสนา ในบรรยากาศที่สงบ สว่าง ร่มเย็น

นิทรรศการเดี่ยวล่าสุดของทรงเดชคือ นิทรรศการ บูชาครู บูชาอดีต ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย, เชียงราย (2566) นอกจากนี้ศิลปินยังมีนิทรรศการเดี่ยวที่สำคัญได้แก่ นิทรรศการ ภายใต้ร่มเงาแห่งความปีติ ณ Number 1 Gallery, กรุงเทพฯ (2551) นิทรรศการ คืนความบันดาลใจ ณ 9 Art Gallery, เชียงราย (2547) และนิทรรศกาล รูปลักษณ์แห่งศรัทธา ณ สุรพล แกเลอรี, กรุงเทพฯ (2544)

ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช

นิวยอร์ก เบอร์ลิน และเชียงใหม่ ประเทศไทย

ศิลปิน

ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช เป็นศิลปินไทยผู้สร้างผลงานข้ามพรมแดนทั้งด้านประติมากรรม ภาพยนตร์ ศิลปะจัดวาง การแสดง ทั้งในพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนตัว ตลอดจนการสอนและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริการสาธารณะและการเคลื่อนไหวทางสังคม เขาเป็นที่รู้จักจากการพลิกคำนิยามรูปแบบการจัดนิทรรศการแบบดั้งเดิม ด้วยการเน้น “ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม” ผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การทำอาหาร การกิน และการอ่านหนังสือ

เพื่อสร้างพื้นที่ให้กิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้น เขาออกแบบโครงสร้างสถาปัตยกรรมและการแทรกแซงเชิงพื้นที่ นำเสนอทั้งในแกลเลอรีและในพื้นที่สาธารณะ ผลงานของเขาปฏิเสธความเป็นศูนย์กลางของวัตถุศิลปะ และแทนที่ด้วยการเชื้อเชิญให้ผู้คนมารวมตัวผ่านการดูแลกันอย่างเรียบง่าย และการตั้งคำถามต่อความคาดหวังเกี่ยวกับแรงงานและทักษะช่าง นี่เองที่ทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในศิลปินที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของรุ่น

ยายแบ่ง สนใหม่

นครราชสีมา ประเทศไทย

ศิลปิน

ท่ามกลางชุมชนบ้านจอหอ จังหวัดนครราชสีมา “ยายแบ่ง สนใหม่” ช่างปั้นวัย 92 ปี คือผู้ฝากลายมือบนผืนดินมากว่าแปดทศวรรษ ตั้งแต่อายุเพียง 9 ขวบ เธอได้ปั้นดินเป็นหม้อและภาชนะต่าง ๆ ด้วยภูมิปัญญาของบรรพชน ซึ่งกำลังเลือนหายไปในโลกยุคใหม่

เพลินจันทร์ วิญญรัตน์

กรุงเทพฯ ประเทศไทย

ศิลปิน

เพลินจันทร์ ศึกษาด้านสิ่งทอทอจาก Central Saint Martins กรุงลอนดอน และได้พัฒนาการปฏิบัติศิลปะเชิงสหสาขาที่หลอมรวมศิลปะทัศนศิลป์ งานหัตถกรรมสิ่งทอ การออกแบบ และข้อถกเถียงด้านนิเวศวิทยาเข้าด้วยกันเป็นภาษาทัศนศิลป์เฉพาะตัว โดดเด่นเป็นที่รู้จักทั่วประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจากการบุกเบิกการใช้วัสดุรีไซเคิลและวัสดุที่ได้มาจากของเหลือใช้ ตั้งแต่อลูมิเนียมจากกระป๋องน้ำอัดลม เส้นใยที่เหลือจากการผลิต ไปจนถึงอวนและเชือกตกปลาที่ถูกทิ้งให้สูญหายตามธรรมชาติ ผลงานของเธอเผยให้เห็นร่องรอยของพลังธรรมชาติ เชื้อเชิญให้ผู้ชมครุ่นคิดถึงความไม่เที่ยง การเกิดใหม่ และความรับผิดชอบร่วมกันของเราต่อสิ่งแวดล้อม

ผลงานชุดนี้ต่อยอดจากเส้นทางอาชีพอันโดดเด่นของเธอ ทั้งงานติดตั้งขนาดใหญ่และชิ้นงานสำหรับจัดแสดงในแกลเลอรี ซึ่งล้วนถ่ายทอดความสัมพันธ์ที่คาดเดาไม่ได้ระหว่างวัสดุกับกระบวนการ ผ่านความตึงเครียดอันละเอียดอ่อนระหว่างประเพณีกับนวัตกรรม ผลงานของมุกแปรเปลี่ยนความปะทะปั่นป่วน ให้เป็นความงามทางสุนทรียะและเรื่องเล่าที่เร่งด่วน นำเสนอการภาวนาทางสายตาว่าด้วยความยืดหยุ่น การเปลี่ยนแปลง และความพึ่งพาอาศัยกันของระบบนิเวศ

กฤษณ์ เย็นสุดใจ

กรุงเทพฯ ประเทศไทย

ศิลปิน

กฤษณ์ เย็นสุดใจ เป็นดีไซเนอร์และนักวิจัยชาวไทยผู้เป็นที่ยกย่องในด้านแนวคิดล้ำสมัยเกี่ยวกับการออกแบบสิ่งทอและวัสดุ เขาเริ่มต้นศึกษาด้านสถาปัตยกรรมภายในที่สหรัฐอเมริกา ก่อนจะเปลี่ยนสู่สายแฟชั่นที่มิลาน อิตาลี ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 เขาเคยร่วมงานกับแบรนด์แฟชั่นในมิลานและปารีส ต่อมาได้รับปริญญาเอกด้านศิลปกรรมและประยุกต์ศิลป์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยผสานภูมิปัญญาหัตถกรรมดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมร่วมสมัยได้อย่างโดดเด่น

ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแบรนด์ดอยตุง ภายใต้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เขามีบทบาทสำคัญในการผลักดันการออกแบบอย่างยั่งยืน การบุกเบิกแนวทางอัพไซเคิล และการบูรณาการหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่การผลิตแฟชั่น ผลงานของเขามักได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งทอชาวเขา นำมาตีความใหม่ผ่านความงามเชิงทดลองและอว็องการ์ด

ในปี 2564 เขาได้รับรางวัลศิลปาธร และแคมเปญ “RE” ซึ่งสำรวจแนวคิดแฟชั่นยั่งยืนผ่านการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่อย่างสร้างสรรค์ ยังได้รับรางวัล Good Design Awards ที่ประเทศญี่ปุ่นหลายรางวัล ผลงานของเขาเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการออกแบบร่วมสมัยสามารถเชิดชูมรดกทางวัฒนธรรม ขณะเดียวกันก็มุ่งสู่อนาคตได้อย่างงดงาม

Facilitated by
Supported by